| ทำไมต้องมีหลักประกันในบัญชีเงินสด |
การกำหนดให้มีหลักประกันก่อนการซื้อหลักทรัพย์เป็นมาตรการระยะยาวที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์มากขึ้น
ในเรื่องความสามารถในการชำระราคาหลักทรัพย์ได้ตามกำหนด
และการกำหนดวงเงินซื้อขายของลูกค้าแต่ละรายให้มีจำนวนที่เหมาะสม
อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้ามีการวางแผนการลงทุนก่อนการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ดียิ่งขึ้น
และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
บริษัทสมาชิก และตลาดทุนโดยรวม
การมีหลักประกันไม่เกี่ยวกับการที่มีลูกค้าบางรายซื้อขายหลายรอบแล้วชำระราคาแบบสุทธิ
(Net Settlement) เพราะ "ลูกค้าทุกรายมีสิทธิที่จะซื้อขายหลายรอบได้
และย่อมมีสิทธิที่จะชำระราคาแบบสุทธิ" หากกำหนดให้มีหลักประกันเฉพาะบัญชีที่ซื้อขายหลักทรัพย์แบบชำระราคาสุทธิ
จะมีผลให้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดกลายเป็นบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ต้องชำระราคาค่าซื้อเต็มจำนวนก่อนที่จะรับค่าขายในวันทำการถัดไป
|
| ระบบใหม่แตกต่างจากเดิมหรือไม่
อย่างไร |
ระบบที่เป็นอยู่เดิม
: บริษัทสมาชิกอนุมัติวงเงินให้ลูกค้าโดยพิจารณาตามคุณสมบัติของลูกค้าเป็นวงเงินจำนวนหนึ่ง
เช่น 3 ล้านบาท ซึ่งลูกค้าจะสามารถใช้วงเงินที่ได้รับอนุมัติดังกล่าวเพื่อสั่งซื้อหลักทรัพย์ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีเงินสด
หรือหลักทรัพย์ฝากไว้กับสมาชิกหรือไม่เพียงใด
แต่หากมีการซื้อหลักทรัพย์ไปแล้วจำนวนหนึ่งแต่ยังไม่ได้ชำระค่าซื้อให้กับบริษัทสมาชิก
(หรือที่เรียกว่า Account Receivable)
ก็จะใช้วงเงินได้เท่ากับวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
หักด้วย ค่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระเงินดังกล่าว
ระบบใหม่
: บริษัทยังคงทำงานตามหลักการเดิม
คือ อนุมัติวงเงินให้ลูกค้าตามคุณสมบัติ
และคำนวณ "วงเงินที่ลูกค้ามีสิทธิใช้" ตามวิธีการเดิม (คือวงเงินตามการอนุมัติ
หักด้วย ค่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระเงิน)
แต่บริษัทต้องสำรวจทุกสิ้นวัน ว่าลูกค้ารายดังกล่าวมี
เงินสด หรือหลักทรัพย์ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกสั้นๆว่า "หลักประกัน" ฝากไว้กับบริษัทหรือไม่ ถ้าไม่มีเลย
ก็อาจใช้วงเงินตามที่คำนวณด้วยวิธีการเดิมไม่ได้เลย
โดยหากลูกค้าต้องการจะใช้ "วงเงินที่มีสิทธิใช้ตามวิธีการเดิม" ก็จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างลูกค้ากับบริษัทสมาชิกให้มี "หลักประกัน" ที่เพียงพอ นำไปคำนวณเป็น "วงเงินที่คำนวณได้ตามมูลค่าหลักประกัน" อย่างไรก็ตามหากลูกค้ามีหลักประกันที่เกินพอ
ก็จะไม่ทำให้ลูกค้ามีสิทธิใช้วงเงินเกินกว่า "วงเงินที่ลูกค้ามีสิทธิใช้ตามวิธีการเดิม"
|
| วงเงินตามมูลค่าหลักประกัน
VS วงเงินอนุมัติ |
|
- ขั้นตอนการคำนวณง่ายๆ
|
ขั้นที่
1 นำมูลค่าหลักประกันในบัญชีคูณกับ
10 เท่า วงเงินตามมูลค่าหลักประกัน
ขั้นที่ 2 เปรียบเทียบวงเงินตามมูลค่าหลักประกันกับวงเงินอนุมัติ
ขั้นที่ 3 วงเงินที่น้อยกว่าตามข้อ
2 คือวงเงินที่ลูกค้าใช้ซื้อหลักทรัพย์ได้
วงเงินดังกล่าวต้องหักจำนวนที่ใช้ไปในการซื้อหลักทรัพย์ซึ่งยังไม่ชำระราคา
(ถ้ามี)
|
|
-
ตัวอย่าง นาย ก
มีวงเงินที่ได้รับอนุมัติ 3 ล้านบาท
และมีหุ้นที่ฝากไว้ซึ่งเป็นหลักประกันในบัญชีจำนวนหนึ่ง
|
กรณีที่
1 หุ้นมีมูลค่า 0.4
ล้านบาท
วงเงินตามมูลค่าหลักประกัน
= 4 ล้านบาท (0.4x10 เท่า)
ซึ่งเกินกว่าวงเงินอนุมัติ
ดังนั้นนาย ก ซื้อได้ในวงเงิน
3 ล้านบาท
กรณีที่ 2 หุ้นมีมูลค่า
0.2 ล้านบาท
วงเงินตามมูลค่าหลักประกัน
= 2 ล้านบาท (0.2x10 เท่า)
ซึ่งไม่เกินวงเงินอนุมัติ
ดังนั้นนาย ก ซื้อได้ในวงเงิน
2 ล้านบาท
|
| อะไรที่ใช้เป็นหลักประกันได้ |
ทรัพย์สินที่สามารถเป็นหลักประกันได้มีหลายประเภทโดยอาจเป็น
เงินสด หลักทรัพย์จดทะเบียนซึ่งคือ
หุ้น หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ
(Warrant) ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล
ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือบัตรเงินฝากหรือหลักทรัพย์อื่นตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.
ว่าด้วยการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์และการให้ยืมหลักทรัพย์แก่ลูกค้าที่มิใช่ลูกค้าสถาบันเพื่อการขายชอร์ตโดยอนุโลม
|
| หลักประกันใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง |
|
หลักประกันที่มีอยู่ในบัญชีสามารถใช้ได้
ดังนี้
|
เงินสด
- ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการชำระค่าซื้อหลักทรัพย์ได้
- ลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินกว่าที่บริษัทสมาชิกได้รับจากการนำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้เงินสดที่ฝากไว้กับบริษัทสมาชิกจะมีการแยกออกจากทรัพย์สินของบริษัทสมาชิกอย่างชัดเจน
หุ้นหรือหลักทรัพย์จดทะเบียน
- สามารถขายได้ตามปกติ และหากลูกค้าคงเงินค่าขายที่จะได้รับไว้ในบัญชีก็ถือเป็นหลักประกันได้
|
| ถาม
- ตอบที่น่าสนใจ |
| ถาม
: |
ลูกค้ามีหุ้นฝากไว้กับบริษัทสมาชิกมากกว่า
10% ของวงเงินอนุมัติ ต้องทำอะไรบ้าง |
| ตอบ
: |
ลูกค้าสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้ตามปกติ
โดยไม่ต้องนำหลักทรัพย์ใหม่มาวางเพิ่มแต่อย่างใด |
| |
|
| ถาม
: |
ลูกค้ามีหลักประกันไว้กับบริษัทสมาชิกต่ำกว่า
10% ของวงเงินอนุมัติ ต้องทำอย่างไร |
| ตอบ
: |
ลูกค้าสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้
แต่ไม่เกินกว่าวงเงินตามมูลค่าหลักประกัน
หากลูกค้าต้องการซื้อให้ได้ตามวงเงินอนุมัติ
ลูกค้าก็สามารถทำได้โดยจ่ายเช็คให้บริษัทสมาชิกเป็นหลักประกันเพื่อนำเข้าบัญชีธนาคารได้ทันเวลา
Clearing หรืออาจใช้วิธีโอนเงินก็ได้ |
| |
|
| ถาม
: |
ลูกค้าขายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ในบัญชี
(port) ทั้งหมด และไม่ได้แจ้งความประสงค์ว่าจะฝากเงินค่าขายไว้เป็นหลักประกัน
ซึ่งทำให้ในวันถัดไปวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์เป็นศูนย์
แต่ต้องการซื้อขายหลักทรัพย์อีก
จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง |
| ตอบ
: |
ลูกค้าต้องจ่ายเช็คให้กับบริษัทสมาชิกเป็นหลักประกันเพื่อให้นำเข้าบัญชีธนาคารได้ทันเวลา
clearing หรืออาจใช้วิธีโอนเงินก็ได้
ซึ่งจะทำให้สามารถซื้อหลักทรัพย์ได้
หรืออาจแจ้งยกเลิกเช็คค่าขายส่งกลับให้บริษัทสมาชิกเพื่อฝากเป็นหลักประกันได้ |
| |
|
| ถาม
: |
หุ้นที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย
SP สามารถเป็นหลักประกันได้หรือไม่ |
| ตอบ
: |
หุ้นที่มีการขึ้นเครื่องหมาย
SP เนื่องจากอยู่ระหว่างรอให้บริษัทจดทะเบียนส่งข้อมูลหรือสารสนเทศที่สำคัญก็สามารถเป็นหลักประกันได้
โดยใช้ราคาปิดครั้งสุดท้ายเป็นราคาอ้างอิง
แต่หากเป็นการขึ้นเครื่องหมาย
SP เป็นเวลานานซึ่งเป็นหุ้นที่อยู่ในหมวดหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ
(Rehabco) ก็ไม่นำมาคำนวณเป็นหลักประกัน |
| |
|
| ถาม
: |
ลูกค้าประเภทใดบ้างที่ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องวางหลักประกัน |
| ตอบ
: |
ลูกค้าที่ได้รับการผ่อนผันไม่ต้องวางหลักประกัน
คือลูกค้าที่เป็นผู้ลงทุนสถาบันซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานทางการอื่นกำกับดูแลด้วย
เช่น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(กบข.) บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต
บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์
ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ
เป็นต้น |
| |
|
| ถาม
: |
ช่วงต้นของการกำหนดให้ลูกค้ามีหลักประกันในการซื้อขายหลักทรัพย์
มีข้อผ่อนผันใดให้บ้าง |
| ตอบ
: |
ในระยะแรกของการใช้หลักเกณฑ์ใหม่
ซึ่งอาจมีความเข้าใจไม่ชัดเจนในวิธีปฏิบัติและอาจมีผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า
ตลาดหลักทรัพย์ฯได้กำหนดวงเงินผ่อนผันจำนวนไม่เกิน
1,000,000 บาท เพื่อให้บริษัทสมาชิกสามารถผ่อนผันให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีหลักประกันครบ
10% อย่างไรก็ตามวงเงินผ่อนผันจะต้องไม่เกินกว่าวงเงินอนุมัติที่บริษัทสมาชิกอนุมัติให้กับลูกค้าตามคุณสมบัติ
และจะนำมาใช้เฉพาะระยะแรกของใช้หลักเกณฑ์ใหม่
(1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม 2547)
นี้เท่านั้น |
| |
|
|
| ตอบข้อสงสัยเพิ่มเติมได้ที่ใดบ้าง
? |
ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัทสมาชิกที่ลูกค้าเปิดบัญชีซื้อขายด้วย
หรือที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
SET - Call Center โทร 0-2229-2222
เว็บไซด์ www.set.or.th และเว็บไซด์ www.settrade.com
|