หน้าหลัก > ชุมชนนักลงทุน > เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ด : ห้องนักลงทุน | ห้อง TFEX | ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ | สมาชิกพิเศษ
สมาชิก : เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิกพิเศษ     แก้ไขข้อมูลสมาชิก      ข้อตกลงการใช้งาน 
 
 



คุณ JR_Richhoon
ประเภทสมาชิก General
วันที่สมัคร 16 Jul 2009 03:33:36
จำนวนคำตอบ 101
ข้อมูลโดยสังเขป:
อีเมล์ :
trendy_thai@yahoo.com
ICQ/MSN :
ข้อมูลและข้อความส่วนตัว :
ผมเป็น private fund manager บริหารพอร์ตลงทุนใน equity มานานกว่าห้าปีแล้ว ทั้งคลาดหุ้นไทย ฮ่องกง อเมริกา <br> <br>สนใจเมล์คุยกันได้ัครับ

ดูคำตอบที่ผ่านมา ดูคำถามที่ผ่านมา



คำถามที่ 1 - 36 จาก 36

คำถาม: พรบ.กู้4แสนล้านสะดุด วุฒิสภาแก้สาระสำคัญ = bye รับเหมา วัสดุก่อสร้าง
รายละเอียด: การเงิน - การลงทุน
วันที่ 21 กันยายน 2552 20:27พรบ.กู้4แสนล้านสะดุด วุฒิสภาแก้สาระสำคัญโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สะดุด! วุฒิสภาแก้สาระสำคัญ ต้องแจงโครงการให้รัฐสภาพิจารณาก่อนเริ่มดำเนินการ จากเดิมแค่เสนอรัฐสภาเพื่อรับทราบ

ในวันนี้ (21 ก.ย.) ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจจำนวน 4 แสนล้านบาท

โดยที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยที่ประชุมให้แก้ไขมาตรา 3 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.บ.นี้ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาก่อนเริ่มดำเนินการ โดยแสดงรายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่าย จากเดิมที่กำหนดให้เสนอรัฐสภาเพื่อรับทราบเท่านั้น

นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกรรมาธิการร่วมฯ กล่าวต่อที่ประชุมว่า ขอให้คงไว้ตามร่างที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ คือ ให้ครม.เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพ.ร.บ.นี้ต่อรัฐสภา เพื่อทราบ โดยระบุว่าแผนไทยเข้มแข็ง มีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงไปถึงประชาชนรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งเม็ดเงินจะตามตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไปติดๆ ทำให้รัฐบาลต้องเสนอในลักษณะการรายงานให้รัฐสภาเพื่อทราบเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังกังวลว่า หากเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณา จะขัดต่ออำนาจหน้าที่สภาในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันว่า หากเสนอให้รัฐสภาเพื่อพิจารณา จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 171 อย่างไรก็ดี เรื่องการตรวจสอบ รัฐธรรมนูญให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมวิธีการบริหารของครม.ไว้ ได้แก่ ยื่นกระทู้ และขอเปิดอภิปรายทั่วไป

?หากส.ว.ยังยืนยันแก้ไข ทางรัฐบาลก็จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปได้ว่า ศาลจะต้องดูว่าการแก้ไขนั้น ส่งผลต่อสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.โดยรวมหรือไม่ และถ้าศาลเห็นตามรัฐบาลและกฤษฎีกา ก็จะทำให้ร่างตกไป ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่สามารถคำนวณได้?

ทั้งนี้ ไม่ใช่การข่มขู่หรือบีบบังคับ แต่เป็นแนวโน้มข้อกฎหมายที่อาจเป็นไปได้ และยืนยันว่า รัฐบาลมีความจริงใจในการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยจะส่งรายละเอียดของโครงการให้ภายหลังวุฒิสภารับหลักการในวาระที่ 1 ซึ่งก็เป็นไปตามที่ปรากฏ มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 5 ชุด ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ และรัฐบาลก็นำข้อเสนอไปพิจารณา และยินดีจะถอนคำแปรญัตติของตนเองที่ให้คงตามร่างเดิมของสภาผู้แทนฯ และยินดีจะเพิ่มว่า "ให้แสดงรายละเอียดของโครงการที่จะนำเงินกู้ไปใช้จ่าย" แต่ขอให้ใช้คำว่า "เสนอให้รัฐสภาเพื่อทราบ" เหมือนเดิม

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องมองในแง่ของการปฏิบัติได้หรือไม่ได้ ซึ่งเห็นว่าหากต้องเสนอให้รัฐสภาเพื่อพิจารณาแต่ละโครงการ กว่าจะออกจากรัฐบาลมาถึงสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาก็ใช้เวลานานกว่าจะใช้เม็ดเงินได้ และหากสภาฯ ไม่เห็นชอบ ก็ต้องกลับไปครม.ใหม่ ซึ่งไม่เคยมี

ขณะที่ส.ว. หลายคนที่สงวนคำแปรญัตติได้อภิปราย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างที่กมธ.แก้ไข เพียงแต่เสนอปรับปรุงถ้อยคำบางคำ นอกจากนี้ ยังอภิปรายโจมตีกรรมาธิการจากรัฐบาลในเรื่องการสงวนคำแปรญัตติในมาตรา 3 อาทิ พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี นายคำนูณ สิทธิสมาน นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ต่างระบุว่า ที่นายกรณ์ และนายกอร์ปศักดิ์ สงวนคำแปรญัตติ แล้วมาขู่ว่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหากวุฒิสภายังยืนยันตามที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้ไขนั้น แล้วแต่มุมมองของกฎหมาย แต่คิดว่า โครงการทั้งหลายควรให้รัฐสภาพิจารณา เพราะสภาไม่ได้เป็นเพียงสภาตรายาง การมาขู่ทั้งเรื่องอาจขัดรัฐธรรมนูญ หรืออ้างว่าหากกฎหมายตกไปจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมหาศาลนั้น คงไม่เป็นเหตุผล และวุฒิสภาแห่งนี้มาขู่กันไม่ได้ ลองดูจากกฎหมายก่อนหน้านี้ที่วุฒิสภาคว่ำไปหลายฉบับก็เป็นข้อพิสูจน์

นอกจากนี้ การพิจารณาในวาระ 2 เป็นการพิจารณาเป็นรายมาตรา ซึ่งนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ได้ขอสงวนคำแปรญัตติในทุกมาตรา เนื่องจากเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เนื่องจากไม่มีการเสนอรายละเอียดให้ตรวจสอบว่าจะนำเงินไปใช้อะไรบ้าง

นอกจากนี้ ยังมองว่าแม้ในการพิจารณาวาระ 1 ที่ผ่านมา ส.ว.กว่า 80% จะคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว แต่สุดท้ายก็รับหลักการไปเพื่อที่จะให้มีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งเป็นไปตามคาดว่ารัฐบาลจะไม่ให้มีการแก้ไขในหลักการของร่าง ซึ่งทำให้วุฒิสภาไม่สามารถควบคุมการใช้งบประมาณได้ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกลางที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ว่าขอให้ส.ว.รับไปก่อนและค่อยแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งทำให้ตนเชื่อโดยบริสุทธิ์ว่านี่คือการขอใช้เงินนอกงบประมาณ ที่ชื่อร่างเป็น พ.ร.บ.แต่หัวใจเป็น พ.ร.ก

นายคำนูณ ระบุว่า หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ก็จะมีการเข้าชื่อ ส.ว.จำนวนหนึ่งเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่


คำถาม: ส่งออกทั้งปี ไม่แคล้วติดลบ ก.ค. ตลาดจีนหด -21.6%!!!!!!!!!
รายละเอียด: วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4134 ประชาชาติธุรกิจ


ส่งออกทั้งปี ไม่แคล้วติดลบ ก.ค. ตลาดจีนหด -21.6%



แนวโน้มการส่งออกของไทยใน ปี 2552 เป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะติดลบ แต่โอกาสที่การส่งออกในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ มูลค่าการ ส่งออกในแต่ละเดือนจะมีมูลค่าเฉลี่ย 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน เนื่องจากสัญญาณเศรษฐกิจของไทยและตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์หวังว่าการส่งออกทั้ง ปี 2552 น่าจะติดลบในช่วงไม่เกิน 10-18%

ประเด็นที่น่าจับตามอง คือตัวเลขส่งออกไปตลาดจีนลดลงอย่างมากในเดือน ก.ค.อยู่ที่ -21.6% จากเดือน มิ.ย.ลดลงเพียง 3.6% ทั้งที่ในเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่นายกรัฐมนตรีไทยร่วมด้วยคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปโรดโชว์จีน และยังมีคณะจัดกิจกรรม ส่งเสริมการส่งออก 3-5 คณะ แต่การ ส่งออกก็ ลดลงมากโดยสินค้าสำคัญที่ปรับลดลง ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ ลดลง 15.44% ยางพารา 52.77% เม็ดพลาสติก 7.33% แผงวงจรไฟฟ้า 14.63% น้ำมันสำเร็จรูป 87.36% เครื่องจักรกลและ ส่วนประกอบ 3.58% ผลิตภัณฑ์พลาสติก 18.21% เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ 21.88% และทองแดง 29.96%



"สาเหตุที่การส่งออกตลาดจีนปรับลดลงอย่างมาก เป็นผลมาจากฐานการส่งออกในเดือน ก.ค.ปีก่อนมีอัตราการขยายตัวสูงมากจากการนำเข้าในช่วงการจัดกีฬาโอลิมปิก 2008 และเป็นราคาน้ำมันปรับตัวสูงสุดในรอบปี 147 เหรียญสหรัฐ ทำให้มูลค่าสินค้าที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะยางพาราที่มีราคาต่อหน่วยเพิ่มขึ้นถึง 3,400 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ปีนี้ลดลงเหลือเพียง 1,600 เหรียญสหรัฐต่อตันเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ค.2552 มูลค่า 12,908.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 25.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่ามีมูลค่าสูงสุดในปีนี้ ส่วนการนำเข้ามูลค่า 12,202.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 32.5% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 706 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออก 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) 2552 มูลค่า 81,115.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 23.86% และนำเข้ามูลค่า 69,417.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 34.92% ไทยเกินดุลการค้า 11,697.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสินค้าที่ส่งออกพบว่า สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร มูลค่า 2,192 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 28.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม มูลค่า 8,468 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 22.6% และสินค้าอื่นๆ มูลค่า 2,249 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 33.1% แต่สินค้าทุกกลุ่มสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.2552

ขณะที่การส่งออกลดลงทุกตลาด โดยตลาดหลักลดลง 26.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และตลาดใหม่ลดลง 25.3% ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดหลัก 46.9% และตลาดใหม่ 53.1% กระทรวงจึงคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกของไทยไปยังตลาดใหม่และตลาดเดิมเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น และสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดใหม่จะเพิ่มมาที่ 50-55% มากกว่าตลาดหลักจะมีสัดส่วนส่งออกไปราว 45-50% ซึ่งถึงแม้ว่าอัตรการส่งออกลดลงแต่ส่วนแบ่งการตลาดไทยไปตลาดต่างๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ด้านการนำเข้าลดลงในทุกหมวดสินค้า โดยกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ลดลง 45.4% คาดว่าจะเป็นผลจากราคาน้ำมันปรับตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าทุนนำเข้า ลดลง 23.4% สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลง 33.8% สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ ลดลง 24.9%

นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรม ส่งเสริมการส่งออกกล่าวว่า กรมได้เพิ่มโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก ไปยังทุกตลาดอีก 20% เป็นกว่า 700 โครงการ จากเดิมมี 692 โครงการและได้เสนอมาตรการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลทั้งนโยบายด้านการเงินและอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการส่งออก เช่น ภาษีมุมน้ำเงิน การขอแพ็กกิ้งเครดิต บายเออร์เครดิต และการปล่อยสินเชื่อให้เอกชนเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า หาก มาตรการทั้งหมดบรรลุผลสำเร็จเชื่อว่า การส่งออกจะติดลบแค่ 10% จากเดิมที่ คาดลบ 15-19%

หน้า 6


คำถาม: ???ยอมรับว่า หุ้น AMATA ราคาขึ้นแรงสวนกับผลประกอบการที่ไม่ได้ดีขึ้นเลยในไตรมาสที่สามนี้?????
รายละเอียด: ยอมรับว่างงมากๆๆๆ กับผลประกอบการในช่วงนี้ของหุ้นกลุ่มนิคม ผมมีเพื่อนสนิททีทำงานระดับบริหารของ AMATA, TICON อยุ่หลายคน บางคนพักอยู่คอนโดเดียวกันด้วยซ้ำ ทุกคนบอกว่าแม้กระทั้งช่วงนี้ ยอดขายพื้นที่ในนิคม ไม่ได้มีวี่แววจะดีขึ้นเลยสักนิด

ยังโคม่าเหมือนเดิม แต่ทำไมราคาหุ้นกลุ่มนิคม โดยเฉพาะ AMATA พี่ใหญ่ ถึงได้ขึ้นสวนกระแสแรง กับความเป็นจริงของรายได้ที่ไม่ได้มีแววที่จะสดใสขึ้นมาอย่างกลุ่มอิเลคโทรนิคส์เลย

หรือว่าพวกกองทุนลากหุ้นกลุ่มนิคมขึ้นมาตามกระแสครับ

เพื่อนรุ่นน้องคุมฝ่ายขายพื้นที่ของ AMATA เพิ่งเจอเมือวาน บอกไตรมาสสามยังขายพื้นที่ไม่ได้เลย ไตรมาสสี่ ก็ยังไม่มีลูกค้าต่างชาติที่แสดงทีท่าว่าจะซื้อเลย

งงมากๆๆ เพื่อนสนิทอีกคนที่ทำงาน TICON ก้บอกเหมือนกันเดี้ย

งงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


คำถาม: GOLDใครเข้าไปไล่ซื้อเมือวันที่ 6/7 สิงหาคม ก็หนาวหน่อยน่ะคับ ดูนี่กัน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
รายละเอียด: 246-2 GOLD SLOANE ROBINSON INVESTMENT MANAGEMENT LTD. sell หุ้น -6.20 16.27 07/08/2552
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/result246a.php


คำถาม: ภัทร"ชี้การเมืองเพิ่มความเสี่ยงหุ้นแนะถือบอนด์เพิ่ม
รายละเอียด: "ภัทร"ชี้การเมืองเพิ่มความเสี่ยงหุ้นแนะถือบอนด์เพิ่ม

บล.ภัทรชี้การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ให้เป้าดัชนีเต็มที่ 660 จุด อีก 12 เดือนข้างหน้า เผยต่างชาติเข้าลงทุนหุ้นไทยเพราะน้ำหนักต่ำกว่าดัชนีมาตรฐาน เหตุตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคปรับตัวขึ้นมากช่วงที่ผ่านมา แนะนักลงทุนไทยเพิ่มน้ำหนักพันธบัตร-ลดหุ้น
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.ภัทร เปิดเผยว่า บล.ภัทรยังคงเป้าดัชนีหุ้นไว้ที่ 660 จุด เท่าเดิมในอีก 12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะบวกขึ้นไปแรงๆ ก็มี เพราะนักลงทุนต่างชาติกำลังมองหาตลาดหุ้นที่ยังขึ้นช้ากว่าตลาดอื่น ซึ่งมีอัพไซด์ให้ลงทุนได้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะจีนปรับตัวขึ้นไปกว่า 80% ซึ่งทำให้หุ้นไทย เมื่อเทียบในดัชนี MSCI ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงมีการจัดสรรเงินลงทุนเข้ามาตามน้ำหนักของดัชนีที่ลดลง เพื่อจะคงน้ำหนักการลงทุนไว้เท่าเดิม โดยจะเน้นในหุ้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่นพลังงานและธนาคารพาณิชย์ที่มีสภาพคล่องสูง เพราะปัญหาการเมืองเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติเข้าใจยาก

สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่เป็น Portfolio Investment จึงยังเข้ามาลงทุนในไทยอยู่ แต่นักลงทุนในภาคการผลิตที่แท้จริงของญี่ปุ่นได้หยุดการลงทุนในไทยไปแล้ว เพราะปัญหาการเมืองในไทย

?ปัญหาการเมืองของไทยจะมีความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพราะความแตกแยกมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกำลังรอวันแก้ไขในที่สุดซึ่งอาจจะเป็นการแก้ไขแบบที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ ดัชนีหุ้นที่ 650 จุดในปัจจุบัน เป็นระดับที่ไม่น่าเสี่ยงเพื่อจะลงทุนเพิ่ม แม้ว่าตลาดจะมีโอกาส Over Shoot ได้ก็ตาม"

?จากวิกฤติในรอบที่ผ่านมา หากมองไปข้างหน้าแล้ว เราไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้านักลงทุนต้องการจะเลี่ยงความเสี่ยงหากเกิดกรณีไม่คาดฝันขึ้นในอนาคต ทาง บล.ภัทรแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง ซึ่งการเพิ่มพันธบัตรรัฐบาลจะดีกว่าเพิ่มการถือครองเงินสดในช่วงวิกฤติ"

http://www.bangkokbiznews.com/2009/08/15/news_29293672.php?news_id=29293672








copyright &copy; NKT NEWS CO.,LTD.All Right Reserved.


คำถาม: รักเจ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย@@วันนี้วันแม่ครับเพื่อนๆ
รายละเอียด: อุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง
รักเจ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย
ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน
ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา
ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน

อิ่มใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน
น้ำนมจากอก อาหารของความอาทร
แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน สอนสั่ง
ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป

ใช่เพียงอิ่มท้อง
ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรัก อุ่นละมุน
ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน

http://musicstation.kapook.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99.html?ac=favorite


คำถาม: บจ.ไม่ระคายผิวพิษหวัด 2009 นักวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นโรงพยาบาล ค้าปลีก ส่งออกอาหาร
รายละเอียด: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2451 09 ส.ค. - 12 ส.ค. 2552






บจ.ไม่ระคายผิวพิษหวัด 2009 นักวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นโรงพยาบาล ค้าปลีก ส่งออกอาหาร
ผู้ประกอบการโรงแรม-ค้าปลีก ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หวัด 2009 ไม่ระคายผิว เผยสถานการณ์การเมืองภายในประเทศทุบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และกำลังซื้อวูบ ด้านธุรกิจโรงพยาบาลยิ้มร่า หลังยอดผู้เข้ารักษาเพิ่มขึ้น "สถาบันวิจัยนครหลวงไทย" แนะ ซื้อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ค้าปลีก ส่งออกอาหาร


ด้านนายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ผู้บริหารโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กล่าวในงานสัมมนา"มองโอกาสหุ้นไทยในวิกฤตหวัด 2009" เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลได้รับอานิสงส์ในเรื่องของรายได้ โดยปีนี้ บริษัทประมาณการผลประกอบการไตรมาส2 จะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากอัตราการเข้าใช้บริการของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น


"คาดการณ์ว่ารายได้ช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทจะเติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจโรงพยาบาล ประกอบกับการเข้ารักษาของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากโรคหวัด 2009" น.พ.เฉลิมกล่าว


นายนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชี และการเงิน บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้มาเดินห้างสรรพสินค้า และยอดขายในแต่ละสาขา เนื่องจากประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการป้องกัน ประกอบกับทางห้าง มีการให้ความรู้ และอุปกรณ์การทำความสะอาดแก่ผู้ที่มาเดินเที่ยว แต่ในทางกลับกัน การที่รัฐบาลให้ข่าวเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิตก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ลูกค้า แม้เป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ และส่งผลให้ยอดผู้มาเดินเที่ยวลดลงประมาณ 10-20% ซึ่งทางที่ดี รัฐบาลควรที่จะบริหารสื่อด้วยความรอบคอบ


นอกจากนี้ บริษัทไม่มั่นใจในการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเคลื่อนไหวเป็นรูปตัววี (V Shape) เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และส่งผลดีแก่ธุรกิจค้าปลีก โดยมองว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 นี้ ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่า ตัวเลขยอดขายปีนี้จะมีอัตราการเติบโตกว่า 25% จากปีก่อน


นายชนินทร์ โทณวณิก กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดุสิตธานี กล่าวว่า วิกฤติไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจมากนัก แต่ในทางกลับกันการบริหารสื่อของรัฐบาลไทยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวในวงกว้าง ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด ณ เวลานี้ รัฐบาลควรที่จะมอบความรู้ความเข้าใจในการป้องกันตัวเองจากหวัด 2009 แก่ประชาชนมากกว่าการประโคมข่าวจำนวนผู้เสียชีวิต


ทั้งนี้ บริษัทมองว่า ปัญหาที่น่ากังวลมากกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 คือ สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมลดลงเฉลี่ย 30% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง หรือกลุ่มไฮเอนด์ จากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน มีอัตราลดลง 40% เนื่องจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสูญเสียรายได้เฉลี่ย 1.5 แสนล้านบาท จากเม็ดเงินรวม 5 แสนล้านบาท เช่นเดียวกันกับธุรกิจการจัดประชุม และสัมมนา


ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะหยุดพูดเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิต และสถานการณ์การเมือง แล้วหันมาประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยวภายในประเทศแทน ซึ่งขณะนี้ หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ที่จะมีการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในปี 2553 ซึ่งมองว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว และการจัดประชุมสัมมนาของไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีแรก ทั้งนี้บริษัทมองว่า หากสถานการณ์การเมืองนิ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนนับจากนี้ และหากจะกลับมาคึกคักดังเดิมจะต้องอาศัยเวลา 1 ปี


นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า ผลจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น และเศรษฐกิจของประเทศมากนัก ในขณะเดียวกัน ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ผลจากเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ ทำให้หุ้นไทยมีราคาสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าคงจะเป็นลักษณะนี้อีกไม่นานนัก


สำหรับผู้ลงทุนที่จะลงทุนในช่วงนี้ แนะนำเป็นการซื้อขายระยะสั้นในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล อาทิ บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บมจ.โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (TNH) กลุ่มธุรกิจค้าปลีก อาทิ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มธุรกิจส่งออกอาหาร เช่น บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร


คำถาม: โรงกลั่นป่วนติดเดดล็อกม.67 แผนปรับยูโร4ชะงักไม่ทันปี"55
รายละเอียด: วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4130 ประชาชาติธุรกิจ


โรงกลั่นป่วนติดเดดล็อกม.67 แผนปรับยูโร4ชะงักไม่ทันปี"55




ปัญหามาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ทำโครงการลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 ของโรงกลั่นน้ำมัน PTTAR ชะงัก หวั่นเสร็จไม่ทันกฎหมายบังคับใช้น้ำมันคุณภาพใหม่ปี 2555 จนอาจต้องมีการแก้ไขปัญหาด้วยการนำเข้าน้ำมันยูโร 4 จากต่างประเทศแทน หากยังไม่มีความชัดเจน ในขณะที่การนิคมฯเร่งนำผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ออกใบอนุญาตตามกฎหมายเดิมเข้าประชุมบอร์ดวันที่ 19 สิงหาคมนี้


นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์ และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากประเด็นความไม่ชัดเจนของการดำเนินการตามมาตรา 67 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ไม่กล้าพิจารณาอนุมัติ/ อนุญาตให้มีการก่อสร้างหรือประกอบกิจการโรงงาน ทำให้การลงทุนของบริษัทหลายโครงการในจังหวัดระยองต้องหยุดชะงักไป ส่งผลถึงภาพรวมการผลิตและรายได้ของบริษัท ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการปรับปรุงคุณภาพโรงกลั่นน้ำมันเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 4 อาจจะไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2555

ทั้งนี้มาตรา 67 ได้กำหนดไว้ว่า "ห้ามมิให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ เว้นแต่จะได้จัดให้มีกระบวน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งให้มีองค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบการพิจารณา ก่อนที่ จะมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ข้างต้น" โดยปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือยังไม่มีใครรู้ว่าโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงคืออะไร และยังไม่มีการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมา

สำหรับโครงการปรับปรุงคุณภาพโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุน 220 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7,700 ล้านบาท ได้ผ่านความเห็นชอบรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และมีการลงนามสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างกับยื่นขออนุมัติก่อสร้างโรงงานไปแล้ว ซึ่งตามแผนจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 31 เดือน หรือก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2554 แต่จนถึงขณะนี้เวลาล่วงเลยมา 2-3 เดือน หากยังไม่มีความชัดเจนจาก กนอ.ว่าจะอนุมัติได้เมื่อไหร่นั้น อาจทำให้การก่อสร้าง เสร็จไม่ทันตามกำหนดแน่นอน

นั่นหมายความว่า เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2555 หน่วยผลิตดังกล่าวยังสร้างไม่เสร็จ น้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นก็จะจำหน่ายในประเทศไม่ได้ เนื่องจากผิดกฎหมาย ต้องส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายเมื่อประเทศไทยเกิดการขาดแคลนน้ำมันก็จำเป็นต้อง "นำเข้า" น้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศที่ได้มาตรฐานยูโร 4 อาทิ ญี่ปุ่นหรือเกาหลีมาใช้แทน

ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันที่ได้มาตรฐานยูโร 4 มีอยู่แค่ 2 โรง ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กับโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เมื่อรวมกำลังการกลั่นแล้วมีเพียงร้อยละ 50 ของความต้องการใช้เท่านั้น ส่วนโรงกลั่นน้ำมันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น SPRC หรือโรงกลั่นของ ESSO ก็ประสบปัญหาเหมือนกับโรงกลั่น PTTAR ไม่สามารถเดินหน้าโครงการปรับปรุงคุณภาพโรงกลั่นน้ำมันต่อได้

"ถึงตอนนั้นแม้จะใช้วิธีสว็อปน้ำมันก็ไม่พอ ต้องนำเข้า ในเมื่อกำลังการผลิตในประเทศวันนี้ยังล้นระบบจนต้องส่งออกน้ำมันกันอยู่เลย แต่ในปี 2555 เรากลับต้องนำเข้าน้ำมันมาใช้ พิจารณาตรงนี้แล้วเลื่อนระยะเวลาออกไปจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ประเด็นที่อาจจะต้องนำเข้าน้ำมันยูโร 4 นี้ กลุ่มโรงกลั่นยังไม่ได้ให้รายละเอียดกับ กระทรวงพลังงานเลย แต่จากนี้อาจจะต้องรายงานถึงปัญหาดังกล่าวเข้าไปด้วย" นายชายน้อยกล่าว

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ยังไม่ได้มาตรฐานยูโร 4 ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงพลังงานเพื่อขอให้ยืดระยะเวลาปรับปรุงโรงกลั่นออกไป 1-2 ปี จากกำหนดเดิมในปี 2555 โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากในปีนี้ทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โรงกลั่นทั้งหมดต่างต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน (ขาดทุน สต๊อกน้ำมัน) ค่อนข้างสูง และที่สำคัญต้นทุนการก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันเพิ่มใช้เงินค่อนข้างมาก ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวจึงน่าจะ "เลื่อน" ระยะเวลาออกไป แต่กระทรวงพลังงานยังคงยืนยันที่จะให้โรงกลั่นทุกโรงต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จทันตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ แต่ในที่สุดต้องมาเผชิญกับปัญหาตามมาตรา 67 อีก

นายชายน้อยยังกล่าวเสริมอีกว่า ผลกระทบที่ ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่นฯไม่ใช่เพียงโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานยูโร 4 ที่ได้รับผลกระทบ ยังมีโครงการที่แม้ว่าจะอนุมัติให้ก่อสร้างแล้วเสร็จก็ตาม แต่ยังไม่สามารถเริ่มกระบวน การผลิตได้ คือหน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสท เรซิดิว เนื่องจากยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ผลิตจาก กนอ.เช่นกัน

หน่วยกลั่นดังกล่าวจะต้องรับวัตถุดิบจากหน่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอะโรเมติกส์ 2 ในเมื่อไม่มีหน่วยกลั่นแยกคอนเดนเสทฯยังผลิตไม่ได้ ทำให้ภาพรวมการผลิตดำเนินการได้ไม่เต็มศักยภาพที่มีอยู่ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะส่งผลต่อรายได้ของบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และ การกลั่นฯในปีนี้แน่นอน และที่สำคัญคือกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ที่ได้กู้จากสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุนในโครงการเหล่านี้ด้วย

ด้านนางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่า การการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือถึง กนอ.ให้สามารถดำเนินการอนุมัติ/อนุญาตให้ดำเนินโครงการ/กิจกรรม โดยยึดกรอบกฎหมายเดิมไปพลางก่อนแล้ว กนอ.จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ.ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ เพื่อพิจารณาสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการลงทุนต่างๆ ภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานมาตรา 67 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 23 โครงการ รวมมูลค่า 323,661 ล้านบาท เป็นทั้งโครงการที่รอการอนุมัติก่อสร้างและโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วแต่รอการอนุมัติให้ประกอบกิจการโรงงาน ส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง อาทิ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด, อาร์ไอแอล, เอเซีย, เหมราชอิสเทิร์นซีบอร์ด และผาแดง

หน้า 1


คำถาม: มูดีส์เล็งหั่นแนวโน้มเครดิตหุ้นกลุ่มเทคโนฯ-เซมิคอนดัคเตอร์ในเอเชียเป็นลบ!!!!!!
รายละเอียด: มูดีส์เล็งหั่นแนวโน้มเครดิตหุ้นกลุ่มเทคโนฯ-เซมิคอนดัคเตอร์ในเอเชียเป็นลบ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 28 นาทีที่แล้ว
มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส กล่าวว่า มูดีส์อาจลดแนวโน้มอันดับเครดิตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดัคเตอร์ในตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) เป็นลบ ในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า โดยมูดีส์ระบุให้รายงานว่า ดีมานด์สินค้าด้านเทคโนโลยีและเซมิคอนดัคเตอร์ยังคงอ่อนแอ รวมถึงคอมพิวเตอร์พีซี และหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ แม้ยอดขายสินค้าเหล่านี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วก็ตาม
เคน ชาน รองประธานและหัวหน้านักวิเคราะห์ของมูดีส์ กล่าวว่า "ราคาของหน่วยความจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าที่บ่งชี้ถึงสุขภาพของอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์และพีซี ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ราคาเริ่มแผ่วลงและอาจส่งผลต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ดีมานด์ของสินค้าก็อยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืน"



--อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช/สุนิตา


คำถาม: รวยหุ้นสูตรเสี่ยวิลลี่..วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา$$$$$$$$$$$$$$
รายละเอียด: การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน
วันที่ 5 สิงหาคม 2552 12:07รวยหุ้นสูตรเสี่ยวิลลี่..วิรัตน์ อุดมสินวัฒนาโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เต่าชนะกระต่ายเพราะ"สม่ำเสมอ-อดทน" กระต่ายแพ้เพราะ"มั่นใจ-ประมาท" ถ้าสูตรรวยหุ้นแม่นยำเหมือนในตำราคงไม่มี เสี่ยวิลลี่ "เซียนหุ้นนอกตำรา"
สูตรรวยหุ้นของ "เสี่ยวิลลี่" วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา การเลือกหุ้นมีความยากระดับหนึ่ง การรู้จักจังหวะเข้า-ออกก็ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยากที่สุดหาใช่สูตรที่เป็น "รูปธรรม" แต่เป็นเรื่องของความเชื่อที่ว่า ก้อนกรวดสักวันจะกลายเป็นทองคำ...หุ้นที่ไร้อนาคตคือหุ้นที่สร้างอนาคต

ความเสี่ยงที่แฝงไว้ในความเชื่อที่น้อยคนจะเชื่อกลับกลายเป็นหุ้นที่สร้างความร่ำรวยให้กับวิรัตน์ นักลงทุนมักเรียกหุ้นพวกนี้ว่า "หุ้นเน่า-หุ้นขายฝัน" แต่หุ้นเหล่านี้มักถูก "สร้างราคา" จนน่าอัศจรรย์ใจในเวลาต่อมา

สำหรับหุ้นพวกนี้วิรัตน์เรียกมันสวยหรูว่า "หุ้นเทิร์นอะราวด์" ซื้อตอนถูกๆ ไม่มีใครเห็นคุณค่า และรอขายตอนแพงๆ ตอนที่แมลงวันมารุมตอม

หุ้นตัวล่าสุดที่ทำเงินให้เสี่ยวิลลี่เป็นกอบเป็นกำคือหุ้น ดราก้อน วัน (D1) ของ "เสี่ยจี้" จเรรัฐ ปิงคลาศัย ในบัญชีผู้ถือหุ้นเขามีอยู่ถึง 61.50 ล้านหุ้นมากเป็นอันดับที่สอง (ปัจจุบันขายไปแล้วบางส่วน) ขณะที่หุ้นตัวที่สร้างชื่อเสียงให้กับวิรัตน์คือหุ้น เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) ตั้งแต่สมัยยังเป็น ทราฟฟิกคอร์นเนอร์ โฮลดิ้งส์ (TRAF) ครั้งนั้นวิรัตน์ได้กำไรไปอย่างอื้อซ่า! (เริ่มซื้อแถวๆ 1.80 บาท ก่อนจะถูกกระชากขึ้นไปทำนิวไฮ 21.90 บาท)

"เสี่ยวิลลี่" ในตลาดหุ้นวัย 46 ปีรายนี้ มีชื่อเล่นจริงๆ ว่า "เฮียแป๊ะ" เป็นทายาทคนโต "รุ่นที่สาม" ของห้างหุ้นส่วนจำกัด โอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม พื้นฐานครอบครัวอุดมสินวัฒนาทำธุรกิจค้าสเตนเลสมายาวนานนับ "ครึ่งศตวรรษ" ปัจจุบันเป็นผู้ค้าสเตนเลสรายใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

วิรัตน์จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาไฟฟ้ากำลัง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจบโทบัญชีจุฬาฯ หลังจากคลุกคลีกับธุรกิจค้าสเตนเลสของตระกูลโดยรับผิดชอบด้านการเงิน ทำให้วิรัตน์เริ่มเห็นช่องทางเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ในฐานะผู้บริหาร "พอร์ตกงสี" และในฐานะ "ตั๊วเฮีย" ของน้องๆ อีก 2 คน คือ สมศักดิ์ และ วิเศษ อุดมสินวัฒนา

เมื่อต้นปี 2551 วิรัตน์เคยเล่าให้ฟังว่า พอร์ตหุ้นกงสีที่ดูแลมีมูลค่าประมาณ 500-800 ล้านบาท ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ลงทุนในหุ้นประมาณ 10-15 บริษัท ผ่านโบรกเกอร์คู่ใจ 3 แห่งหลัก ได้แก่ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บล.ธนชาต และ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

ประธานกรรมการบริษัท บ็อกซ์ แอสเซ็ท จำกัด เจ้าของโครงการ Box Zone @ Ratchada บริหารพื้นที่หลังห้างเอสพลานาด รัชดาฯ เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า หลังผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำรอบนี้ทำให้แนวคิดการลงทุนเปลี่ยนไปมาก เพราะช่วงที่มีปัญหาการเมืองและวิกฤติซับไพร์มจะใช้กลยุทธ์ "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" ถือหุ้น 1 ตัวไม่เกิน 1 เดือน มีกำไร 10-15% ก็ขาย

"วันนี้ผมเปลี่ยนแนวมาเน้นลงทุนยาวตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี และเชื่อว่าตั้งแต่ปีหน้า (2553) เป็นต้นไปทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เล่นหุ้นตอนนี้ต้องถือคติอดเปรี้ยวไว้กินหวานดีที่สุด"

วิรัตน์กล่าวถึงสูตรการลงทุนที่แตกต่างจากนักลงทุนทั่วไปและเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จมาตลอดแม้บางครั้งต้องใช้เวลาในการถือหุ้นค่อนข้างนานก็ตาม

"ผมชอบทำอะไรสวนทางคนอื่น (แนวคิด Contrarian คือการลงทุนแบบสวนกระแส) อธิบายง่ายๆ คือ กล้าซื้อในขณะที่คนอื่นขาย และกล้าขายในตอนที่คนอื่น(แห่)ซื้อ เห็นได้จากหุ้น D1 วันนั้นแทบไม่มีใครสนใจคำพูดของ ?พี่จี้? (จเรรัฐ ปิงคลาศัย) จริงอยู่ผู้ชายคนนี้ชอบขายฝันพูดอะไรต้องเอา 10 หาร แต่อย่างน้อยเขาไม่มีทางทำให้ตัวเองเสียหน้าและเขาไม่มีทางโกยกำไรแบบ ?จุ๋มจิ๋ม? ผมเกาะขบวนไปกับเขาผลสุดท้ายได้กำไรหุ้น D1 มหาศาลเลย"

บทสัมภาษณ์ครั้งก่อน วิรัตน์อธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองไว้ว่า ปกติจะไม่ได้เทรดหุ้นทุกวัน แต่จะเก็บเป็นจังหวะ เล่นเป็นช่วงๆ ช่วงที่ทยอยสะสมก็จะ "ซื้อเก็บ" อย่างเดียวและชอบหุ้น High Risk...High Return โดยเฉพาะ "หุ้นเทิร์นอะราวด์" เพราะผลตอบแทนขาขึ้นมีโอกาสได้ Upside Gain มหาศาล สมมติเราตั้งงบประมาณซื้อหุ้นตัวนี้ไว้ 20 ล้านบาท โอกาสขาดทุนก็แค่ "ศูนย์" แต่ขาขึ้นมันไม่มีลิมิต

การลงทุนในลักษณะนี้ ในมุมมองของ วิรัตน์ เขาให้ทัศนะว่า...

"ผมมองต่างมุมว่า หุ้น TRAF (ปัจจุบันคือ MPIC) นี่แหละ คือ การตกปลาใน "บลูโอเชี่ยน" สำหรับหุ้นประเภทนี้ มีโอกาสเทิร์นอะราวด์สูง มันขึ้นกับว่าใครตาถึงและใครดวงดี คุณต้องมี 2 อย่าง (ถึงจะสำเร็จ) นั่นคือ เก่งกับเฮง"

สำหรับวันนี้ เฮียแป๊ะ บอกว่า จะขอโฟกัสหุ้นในมือแค่ 5-6 ตัว ได้แก่ ดราก้อน วัน (D1) เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) วโรปกรณ์ (VARO) ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (TCC) และไทยง้วนเมทัล (TYM) โดยหุ้น D1 จะเป็นตัวที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ปัจจุบันได้ทยอยขายออกไปบ้างเหลือหุ้นในมือ 4.48% หลังจากกลุ่มเตชะอุบลเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่และราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

?ผมลงทุนหุ้น D1 ก็รูปแบบเดียวกับหุ้น MPIC ช่วงแรกๆ ตัวหุ้นไม่ได้น่าสนใจอะไรแต่พอมีชื่อตระกูลพูลวรลักษณ์ และเตชะอุบลเข้ามาลงทุนหุ้น 2 ตัวนี้ก็น่าสนใจขึ้นมาทันที ถ้าหุ้น D1 ลงมาแถวๆ 0.50 บาทก็จะเข้าไปเก็บเพิ่ม (ปัจจุบันอยู่ที่ 0.73 บาทขึ้นมาจาก 0.11-0.12 บาท)"
ทายาทรุ่นที่สาม หจก.โอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม บอกอีกว่า ถึงจะเก็บหุ้น D1 เพิ่มก็จะไม่ขอเป็นกรรมการบริษัทและจะถือหุ้นตัวนี้ต่อไป เพราะมองว่าธุรกิจมีอนาคต ที่ทยอยขายออกมาบางส่วนเพราะต้องการนำเงินไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ตอนนี้เล็งๆ หุ้นกลุ่มก่อสร้างรายใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง และหุ้นก่อสร้างอีกตัวที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ทนหรือไม่ทน แต่โครงการก่อสร้าง (ตามแผนไทยเข้มแข็ง 2555) ก็ต้องเดินหน้าต่อไป หุ้นกลุ่มก่อสร้าง "มาแน่นอน" (รีบเก็บตอนนี้ราคายังถูก)

สำหรับหุ้นเวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (ของ ประชา มาลีนนท์) ปัจจุบันถืออยู่ 5.83% เฉลี่ยต้นทุนราวๆ 10 บาทต่อหุ้น (ราคาตลาด 13.60 บาท) เท่าที่รู้กลุ่มมาลีนนท์กำลังวางโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดคาดว่าไม่นานคงมีข่าวดี

"ส่วนตัววโรปกรณ์ (VARO) ผู้นำเข้าอะลูมิเนียมแท่งก็เป็นอีกตัวที่ผมจะลงทุนต่อไป ตัวนี้ลงทุนมานาน 10 ปี (ลงทุนทั้ง 3 พี่น้อง) เหตุผลที่ชอบเป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะ ที่สำคัญธุรกิจอะลูมิเนียมจะเป็นเครื่องชี้วัดอุตสาหกรรมโลหะได้เป็นอย่างดี และยังสอดคล้องกับธุรกิจหลักของครอบครัว"

วิรัตน์อธิบายถึงหุ้นไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (TCC) ตัวนี้อาจจะเป็น "เพชรในตม" อีกตัวหลังบริษัทเปลี่ยนมาทำธุรกิจถ่านหินและให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือ หุ้นตัวนี้ถือลงทุนมา 1 ปีแล้ว ปัจจุบันเหลือหุ้นประมาณ 1% มีต้นทุน 0.80-2 บาท

สำหรับตัวไทยง้วนเมทัล (TYM) วันนี้มีอยู่ 0.77% คาดว่าจะถือลงทุนต่อไปหรืออาจซื้อเพิ่มเติม เพราะได้ยินมาว่ากลุ่มจิระพงษ์ตระกูลเขาสนใจจะลงทุนทำโรงงานเอทานอล ถ้าอดใจรออีกนิดคิดว่าได้กำไรแน่นอน นอกจากนี้ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลค้าสเตนเลสเก่าแก่ ยังบอกอีกว่า สนใจลงทุนด้านอื่นๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันได้เช่าพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร เพื่อทำโครงการ Box Zone @ Ratchada หลังโรงภาพยนตร์เอสพลานาด เดิมตั้งใจจะทำเป็นชอปปิงโซนเหมือนที่เมเจอร์ฯ รัชโยธิน แต่ไม่เวิร์ค เพราะทำเลไม่โดนใจวัยรุ่น

"ผมเลยตัดสินใจแบ่งพื้น 1,000 ตารางเมตร มาทำร้านอาหารสูตรไทยโบราณ และห้องคาราโอเกะภายใต้ชื่อ ?นครคารา? ลงทุน 20 ล้านบาท เปิดมาแล้ว 2-3 เดือน เสียงตอบรับค่อนข้างดี ส่วนพื้นที่อีก 2,000 ตารางเมตร จะแบ่งให้เช่าทำสปาหรือผับ คาดว่าจะเริ่มในปีหน้า"

นอกจากนั้น เมื่อปีกว่าที่ผ่านมาได้เทคโอเวอร์โครงการบ้านเดี่ยวที่พัทยามาบริหาร จำนวน 30 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท ลงทุนเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท ตอนนี้ขายได้แล้ว 2-3 ยูนิต ราคาขายหลังละ 8-12 ล้านบาท โอนให้ลูกค้าแล้ว 1 ยูนิต

"ปีนี้ ผมคงไม่หวังยอดขาย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยโครงการนี้ลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ คาดว่าจะเริ่มรุกการขายอย่างจริงจังตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป"

นอกจากนี้ ได้ลงทุนซื้อที่ดินเปล่าบนเขาใกล้วัดฉลอง (วัดหลวงพ่อแช่ม) ที่จังหวัดภูเก็ต พื้นที่ 40 ไร่ และที่เชียงใหม่ ติดแม่น้ำปิงอีก 30 ไร่ คาดว่าจะนำที่ดินจังหวัดภูเก็ตไปทำโครงการกึ่งรีสอร์ทระดับ 4-5 ดาว มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่ดินที่เชียงใหม่ อาจทำเป็นรีสอร์ท 6 ดาว โครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะทำร่วมกับพันธมิตร อาจเริ่มลงมือทำในปีหน้า

วิรัตน์ แจกแจงให้ฟังว่า มูลค่าการลงทุนของตระกูลอุดมสินวัฒนาทั้งในส่วนของหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนหุ้นประมาณ 500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นในส่วนของอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเปล่า

?ปีนี้ ผมมองว่ายังไม่เหมาะที่จะควักเงินลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แต่ระหว่างนี้ได้เตรียมแนวทางไว้หมดแล้ว วันที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจริงๆ ก็จะเริ่มเดินหน้าทันที"

วิรัตน์มีหลักยึดเรื่องการลงทุนไว้เสมอว่า...จะไม่ลงทุนอะไรที่เกินตัว และลงทุนในสิ่งที่ไม่คุ้มค่า เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติให้สืบต่อไปในฐานะผู้นำรุ่นที่สามของห้างโอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม


คำถาม: สมาชิกชาวกุ้ง กำไรกันถ้วนหน้า CFRESH$$$$$$$$$$$
รายละเอียด: สำหรับเพื่อนๆ ที่เมล์มา แล้วผมตอบกลับตั้งแต่ 27 กค ก็ไม่กี่วันเองน้า

ว่าอัดซื้อ CFRESH ตัวเดียวเลย จะขายก่อนก็ได้

หรือถือสักสามเดือนก็ได้ครับ กำไรจะดีขึ้นมากๆ ในปีนี้

เรารัก กุ้ง จ้า


คำถาม: หวยออนไลน์เลื่อนไปอีก 45 วันแล้วจ้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!
รายละเอียด: ''สถิตย์''ขอศึกษาหวยออนไลน์แม้กฤษฎีกาชี้ไม่ขัด กม.
Written by SW-shredder man
Wednesday, 05 August 2009 12:21
"สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ "ประธานบอร์ดกองสลากฯ รอการศึกษาผลกระทบสังคม หวยออนไลน์ แม้กฤษฎีกาตีความ ไม่ขัดกฎหมาย


นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีมติในด้านของกฎหมายให้สามารถเดินหน้าโครงการหวยออนไลน์ได้ แต่ยังต้องรอผลการศึกษาผลกระทบทางสังคม ซึ่งได้รับมอบหมายให้นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่รับผิดชอบ โดยได้มีการว่าจ้าง สวนดุสิตโพลล์ ให้ดำเนินการ ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถศึกษาแล้วเสร็จภายใน 45 วัน


ทั้งนี้การตัดสินใจเดินหน้าโครงการหวยออนไลน์จำเป็นต้องขึ้นอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ครบถ้วนทางด้านกฎหมายและประเด็นทางสังคม เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภายหลังเหมือนในอดีตที่ผ่านมา


''ส่วนการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปนั้น ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากต้องรอความคืบหน้าการศึกษาผลกระทบทางด้านต่างๆ''ปลัดคลัง กล่าว

LOXLEY


คำถาม: !! ผมเตือนตั้งแต่เมือคืนน่ะครีบบ่ายนี้หนีกันให้ทันน่ะ พลังงาน แบงค์
รายละเอียด: HEGDE FUND ไม่ใช่ LONG TERM FUND

คาดว่า ถอยสักสิบจุด กำลังดีครับ

ดูตัวเล้กๆ น้อย ๆ กลุ่มเหล็กยังดีครับ อสังหาก็ QH, AP น่ะ ครับ


คำถาม: รายชื่อโบรกเกอร์ที่ พัวพันเรื่องป่านๆ ดีเอสไอกำลังตรวจสอบ ราคาอาจไม่วิ่งหรือร่วงน่ะครับ!!!!!!!!!!!!!
รายละเอียด: รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังสาวข้อมูลกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกติประมาณ 60 คน จำนวน 10-12 หลักทรัพย์ ซึ่งมีการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ต่างๆ อาทิ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย), บล.ซีมิโก้, บล.บีฟิท, บล.แอ๊ดคินซัน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บล.คันทรี่ กรุ๊ป), บล.โกลเบล็กซ์,บล.พัฒนสิน, บล.นครหลวงไทย, บล.ไซรัส, บล.บัวหลวง, บล.ฟินันซ่า, บล.ฟาร์อีสท์ เป็นต้น

http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02p0101030852&sectionid=0201&day=2009-08-03


คำถาม: $$ข่าวดึกๆร้อนๆ ดีมากสำหรับเพื่อนๆ ยินดีกับกลุ่มนิคม ด้วยครับ$$$$
รายละเอียด: เพราะเรามีชะตา ถึงได้มาพบกัน ฉันเชื่อมั่นอยู่เสมอ เมื่อใจมีสัจจา คำว่าฉันรักเธอ ใจจะอยู่กับเธอเรื่อยไป

เหมือนเช่นทานตะวัน ที่หันหน้าสู่อาทิตย์ แทนนิยามความรักอันยิ่งใหญ่ เพราะเธอคือตะวัน ส่องประกายหัวใจ ผู้เดียวที่ใจปรารถนา

จะมอบความรักทั้งหมดของหัวใจ จะมอบลมหายใจทั้งหมดนี้ให้เธอ จะยืนยันเสมอ ขอดูแลใจเธอ ตราบชีวิตฉันยังคงมี

จะศรัทธาในความรัก อย่างไม่ยอมอ่อนล้า จะศรัทธาในความรัก เชื่อในลิขิตฟ้า

แม้จะมีเมฆฝน แม้จะมีลมร้าย เรื่องมากมายให้หวั่นไหว ฟ้าคงทดสอบเรา พิสูจน์รักยิ่งใหญ่ ฉันจะสู้ต่อไปเพื่อรัก

เหมือนเช่นทานตะวัน ที่หันหน้าสู่อาทิตย์ แทนนิยามความรักอันยิ่งใหญ่ เพราะเธอคือตะวัน ส่องประกายหัวใจ ผู้เดียวที่ใจปรารถนา

จะมอบความรักทั้งหมดของหัวใจ จะมอบลมหายใจทั้งหมดนี้ให้เธอ จะยืนยันเสมอ ขอดูแลใจเธอ ตราบชีวิตฉันยังคงมี

จะศรัทธาในความรัก อย่างไม่ยอมอ่อนล้า จะศรัทธาในความรัก เชื่อในลิขิตฟ้า

จะศรัทธาในความรัก อย่างไม่ยอมอ่อนล้า จะศรัทธาในความรัก เชื่อในลิขิตฟ้า

http://i-musicale.exteen.com/20090605/entry


คำถาม: ศก.ไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว
รายละเอียด: ศก.ไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552 10:24

กสิกรฯชี้เศรษฐกิจ ไทยพ้นจุดต่ำสุดคาดGDP/Q2ไม่ถึง-5.6จับตาหวัด09ปัจจัยเสี่ยง

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว โดยมีความเป็นไปได้ว่า อัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 อาจน้อยกว่าร้อยละ 5.6 ที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น ซึ่งดีขึ้นเมื่อเทียบกับที่หดตัวร้อยละ 7.1 ในไตรมาส 1/2552 และหากมองไปข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า อัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มลดน้อยลงในไตรมาสถัดๆ ไปตามลำดับ ซึ่งทำให้ภาพเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 น่าที่จะสะท้อนภาพเชิงบวกได้ชัดเจนมากขึ้นตามอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของ ธปท. โดยในเบื้องต้นประเมินว่า กรอบการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 อาจอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7-3.6 แต่คงจะต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 และช่วงเวลาของการฟื้นตัวของภาคส่งออกต่อไปอย่างใกล้ชิด.
http://www.posttoday.com/breakingnews.php?id=59836


คำถาม: คุณ บุญนำ paulcheevin@hotmail.com เกี่ยวกับกระทู้ QH, TIES-W1 ของผม
รายละเอียด: จากกระทู้นี้ ที่ผมโพสต์ขึ้นน่ะครับ

http://portal.settrade.com/actions/customization/IPO/webboard/pre_board.jsp?content=qa.jsp&tid=18107

มีข้อความเชิงดูหมิ่นของคุณบุญนำที่เขียนเกี่ยวกับผมตามนี้
---------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 6
เขียนเมื่อ : 29 Jul 2009 19:03:09 paulcheevin@hotmail.com 118.172.24.xxx

โดยคุณ บุญนำ

่ได้ข่าวว่า Jr. Richguy บริหารพอร์ตให้กับลูกค้า ที่สินธรพันทิพย์ ด้วยใช่ัมั้ย ตอนนี้พอร์ตถึง ร้อยล้านหรือยัง





ความคิดเห็นที่ 7
เขียนเมื่อ : 29 Jul 2009 20:53:45 paulcheevin@hotmail.com 118.172.24.xxx

โดยคุณ บุญนำ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I8042559/I8042559.html





ความคิดเห็นที่ 8
เขียนเมื่อ : 29 Jul 2009 22:47:38 trendy_thai@yahoo.com 202.80.229.xxx

โดยคุณ JR_Richhoon



ตอบข้างบน ผมเป็น private fund manager หรือผุ้จัดการกองทุนส่วนบุคคล ได้รับอนุญาติโดยถูกต้องตามกฎของ ตลท และ กลต และถูกกฎหมายทุกประการครับ

ผมไม่รับพวกรายย่อยๆ ที่เวปนั้นหรอกครับ พวกนี้ ไม่ได้เล่นหุ้นจริงๆจังๆ อาศัยว่าทำงานเกี่ยวกับการที่ต้องนั่งเฝ้าหน้าคอมทั้งวัน เป็นพวก programmer หรือพวกไอทีส่วนใหญ่ เวลาว่างจึ่งมีมากมาย เลยโพสต์กระทุื้ไร้สาระเป็นส่วนใหญ่ เพราะโลกของพวกเขามีแต่อินเตอร์เนทเป็นเพื่อนไงครับ

จะถามถึงมูลค่าพอร์ตที่ผมบริหารอยู่่เหรอ ผมตอบสั้นๆ ว่า เฉพาะต้นทุนของลูกค้า ก็เก้าหลักต้นๆ ครับ ไม่นับกำไรที่ผมจะให้ถอนออกตลอด ไม่เอาเงินกำไร มาทบต้นทุนซื้อหุ้นอีก

นี่คือหลักในการเล่นหุ้นที่ถูกต้อง จากประสบการณ์ยี่สิบปี ที่เคยขาดทุนมาก็เยอะครับ ใบหุ้นเป็นเศษกระดาษสมัยปี97 ก็หลายล้านครับ





ความคิดเห็นที่ 9
เขียนเมื่อ : 29 Jul 2009 23:03:58 paulcheevin@hotmail.com 118.172.24.xxx

โดยคุณ บุญนำ

ขอดูใบอนุญาต จาก กลต. ด้วยว่าชื่อเรียง เสียงไร โชว์พอร์ตได้ด้วยยิ่งดี





ความคิดเห็นที่ 10
เขียนเมื่อ : 29 Jul 2009 23:10:44 trendy_thai@yahoo.com 202.80.229.xxx

โดยคุณ JR_Richhoon



ไร้สาระอีกแล้ว

นัดเจอกันเลยดีไหมครับ

ส่งเบอร์คุณมาทางอีเมล์ผมสิ จะโทรนัดมาเจอหน้าตากันเลยครับ





ความคิดเห็นที่ 11
เขียนเมื่อ : 29 Jul 2009 23:28:31 paulcheevin@hotmail.com 118.172.24.xxx

โดยคุณ บุญนำ

แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ของปลอม ไม่งั้นก็ไม่โดนเฉดหัวออกมาจากพันทิพหรอก ไร้ราคาที่จะไปคุยด้วย ชาวเซทเทรดจะไม่ยอมให้คุณหลอกง่ายๆ เหมือนที่คุณเคยทำกับชาวพันทิพแน่นอน

พวกเราชาว Settrade ช่วยกันโหวตหน่อยFund Manager จริง หรือ ปลอม....จริง กด 1 ปลอม กด 2 เร็ว...พวกเรากำลังจะถูกต้มแล้ว


คำถาม: SCCอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในครึ่งปีแรก 52 ในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท
รายละเอียด: แต่ผมไม่เอาหรอกครับ เพราะเก็บมาตั้งแต่แถว 150 ก่อน เอ็กซ์ดี ผมคงทิ้งหมด ขอให้โชคดีครับ สำหร้ับใครที่ติดดอยปูนใหญ่แถวสองร้อยบาท ผมรุ้ว่ามีเยอะเลย ตั้งแต่ปีที่แล้่ว

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ปูนใหญ่กำไรวูบ ออกหุ้นกู้หมื่นล.ใช้หนี้เก่า

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 29 กรกฎาคม 2552 20:32 น.


ASTVผู้จัดการรายวัน - ปูนใหญ่ไตรมาส2 และงวด 6 เดือนแรกปีนี้วูบเกือบ 30% เหตุราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกหดตัวส่งผลให้มาร์จิ้นต่ำ "กานต์ " ยันคงเป้ารายได้ปี 52 หดเพียง 20-25% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2.93 แสนล้านบาท เชื่อครึ่งปีหลังปิโตรฯและกระดาษขายดี และภาพรวมเศรษฐกิจสัญญานดีขึ้นจาการกระต้นภาครัฐ ขณะโครงการปิโตรฯในเวียดนามเลื่อนอย่างไม่มีกำหนดเหตุกู้เงินยาก เผยดีล M&A ปิดแล้ว 2 เพราะไม่ได้สิทธิ์ในการบริหาร อยู่ระหว่างเจรจาอีก 3-4 ดีล เตรียมออกหุ้นกู้ 1 หมื่นล้านรีไฟแนนซ์หนี้เดิมที่จะครบกำหนด ต.ค. นี้

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ จำกัด (มหาชน) (SCC) เปิดเผยว่าปีนี้บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 6,837 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,195 ล้านบาท หรือลดลง 358 ล้านบาท คิดเป็น 29% จากปี 51 เนื่องจากยอดขายไตรมาสนี้มี 56,880 ล้านบาท ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพราะราคาผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์และกระดาษในตลาดโลดลดลง อย่างไรก็ดีผลงานไตรมาส 2 ถือว่าดีกว่าไตรมาสแรกเพราะมาร์จิ้นของสินค้าเคมีภัณฑ์ดีขึ้นจากไตรมาสแรก
สำหรับงวด 6 เดือนพบว่าปีนี้ (ดูตาราง) มียอดขายสุทธิ 112,091 ล้านบาท ลดลง 29% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 158,855 ล้านบาท ส่วนต้นทุนขาย 86,128 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มี 131,502 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 25,961 ล้านบาทจากเดิมที่มี 27,352 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิงวด 6 เดือนมี 12,025 ล้านบาทต่ำกว่าปี 51 ที่ทำไว้ 14,310 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นลดจาก 11.93 บาทเหลือ 10.02 บาท
หากจะมองตามกลุ่มธุรกิจงวดครึ่งปีแรกพบว่ากำไรสุทธิลดลงจากปีก่อน คือธุรกิจปิโตรเคมีลดลง 23% จากราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงตามราคาตลาดโลกและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ธุรกิจกระดาษลดลง 38% จากการหดตัวของตลาดและมาร์จิ้นของผลิตภัณฑ์ ส่วนธุรกิจซิเมนต์แม้กำไรไตรมาส 2 จะต่ำกว่าไตรมาสแรกแต่งวดครึ่งปีแรกกลับกำไรเพิ่ม10% ผลดีจากต้นทุนพลังงานที่ต่ำลงจากโครงการ WASTE-HEAT POWER GENERATION (WHG) ที่เริ่มดำเนินการและเห็นผลทันที
อย่างไรก็ดี บริษัทยังยืนยันคงเป้ารายได้ปี 52 ลดลง 20-25% จากปีก่อนที่มีทำได้ 2.93 แสนล้านบาท แม้ครึ่งปีแรกยอดขายติดลบ 30% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้นบ้าง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลดีต่อการลงทุนภาคเอกชน
นายกานต์เชื่อว่าผลงานไตรมาส 3 ราคาปิโตรเคมีจะยังดีอยู่ เพราะผลดีจากราคาของเคมีภัณฑ์ในตลาดโลกจะไม่ต่ำไปอย่างที่ประเมิน หลังกำลังผลิตใหม่ที่คาดว่าจะเข้าสู่ตลาดประมาณ 9 ล้านตันนั้นล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งอาจเลื่อนเป็นปลายปีนี้ 5-6 ล้านตันที่เหลือจะเข้ามาในปี 53 ส่วนรายได้จากธุรกิจซิเมนต์ปีนี้จะลดจากปีก่อน 5-10% ตามภาพรวมของตลาด ถือว่าดีขึ้นจากต้นปีที่มองว่าอาจติดลบถึง 15% เพราะความต้องการใช้ปูนซิเมนต์เพิ่มขึ้นหลังโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเริ่มขยับ
" ตอนนี้เรายังไม่ทบทวนเป้าหมายยอดขายใหม่ แม้ครึ่งปีแรกจะติดลบเกือบ 30% แต่คงเป้าทั้งปีติดลบ 20-25% เพราะเชื่อว่าธุรกิจปิโตรเคมีและกระดาษจะดีต่อเนื่อง " นายกานต์กล่าว

โครงการเวียดนามเจอโรคเลื่อน
นายกานต์กล่าวถึงการลงทุนในเวียดนามโครงการปิโตรเคมีที่ใช้เงินลงทุนมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่และใช้เงินทุนสูงมาก แต่ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน เพราะช่วงวิกฤตเช่นปัจจุบัน การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินทำได้ลำบากและต้องใช้เวลานานขึ้น โดยปกติการขอกู้เเงินแบบโปรเจ็กต์ไฟแนนซ์จะต้องใช้เวลานานเฉลี่ย 1- 1 ปีครึ่ง ซึ่งสภาพเศรฐษฐกิจที่เกิดขึ้นการเรียกความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีเหมือนเดิมได้
"ตอนนี้โครงการที่เวียดนามคงต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด เพราะการกู้ยืมเงินคงทำได้ยาก เพราะแค่ส่วนต่อขยายที่มาบตาพุดยังใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ" นายกานต์ กล่าว
โดยโรงโอเลฟินส์ แห่งที่ 2 ที่มาบตาพุด ยังดำเนินการได้ตามแผน โดยจะทดสอบเดินเครื่องได้ในเดือนมี.ค. 53 และจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ไตรมาส 3 ปี 53 ส่งผลให้มีกำลังการผลิตใหม่ เพิ่มอีก 1.7 ล้านตัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 ล้านตัน โดยกำลังการผลิตใหม่แบ่งเป็น เอทิลีน 9 แสนตัน และโพรพิลีน 8 แสนตัน
สำหรับการทำธุรกิจการควบรวมกิจการ( M&A ) นั้นหลังจากที่บริษัทได้เจรจากับคู่ค้าเพื่อหาข้อสรุปในการเข้าถือหุ้นและร่วมลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะแต่ละบริษัทที่เจรจานั้นต่างเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศนั้น ๆ และCC ต้องการเข้าไปลงทุนเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเข้าบริหาร ขณะที่อีกฝ่ายต้องการเพียงเม็ดเงินเพื่อเข้าไปฟื้นธุรกิจโดยไมต้องการเสียอำนาจในการบริหาร ส่งผลให้การเจรจาดังกล่าวไม่สำเเร็จและปิดดีลไป 2 ราย แต่ยังเหลืออีก 3-4 ดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาแบบต่อเนื่องโดยไม่รีบร้อน
ขณะที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในครึ่งปีแรก 52 ในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น 13 สิงหาคม 52 และจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 27 สิงหาคมนี้
พร้อมกันนี้ บอร์ดยังมีมติให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ จำนวนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยตามราคาตลาดขณะนั้น เพื่อขายให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไป โดยจะนำเงินไปไถ่ถอนหุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนดไถ่ถอน 1 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นกู้เมื่อรวมกับหุ้นกู้ออกใหม่ของบริษัท จะมีวงเงินกู้ที่ออกรวมทั้งสิ้น 110,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันมีเงินสดในมือ 29,000 ล้านบาท


คำถาม: QH, TIES-W1 ผมตั้งงบซื้อแล้วครับ เจ็ดหลักสำหรับแต่ละตัว
รายละเอียด: อย่าตามผมน่ะครับ ให้ผมเก็บของก่อนครับ

QH, 1.6
TIES-W1 0.51

อย่าตามผม เตือนแล้ว แต่ผมซื้อจริงๆ

ไม่ได้ชี้นำ ย้ำ เพราะอยากซื้อส่วนตัวครับ


คำถาม: ระวังส.ค.หุ้นจะลง : พวกโบรกเกอร์ไทยรายย่อยเล่นเยอะบอกมาจ้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
รายละเอียด: ระวังส.ค.หุ้นจะลง
รายงานโดย :เจียรนัย อุตะมะ: วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นไทยสัปดาห์นี้ และคาดว่าจะดีต่อเนื่องถึงเดือนส.ค. เพราะแรงซื้อเก็งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 ปีนี้ ที่จะออกมาดี

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ประมาณการแนวโน้มสัปดาห์นี้ จะปรับตัวขึ้นตามกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทย (SET) จะแกว่งตัวขึ้น 595-640 จุด
นอกจากนั้นยังเชื่อว่าบรรยากาศตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นบวกถึงเดือน ส.ค. 2552 ช่วงประกาศผลประกอบการดีในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่ ไม่ใช่สถาบันการเงินและแนะนำขายทำกำไรเมื่อข่าวดีถูกประกาศออกมา เพราะราคาหุ้นที่ขึ้นมาซึมซับข่าวดีดังกล่าวไว้หมดแล้ว

?คาด SET จะแกว่งตัวขึ้น กรอบแนวรับ 595-600 จุด เป้าหมาย 640 จุด หรือ 666 จุด (Wave 5 = 1) โดยหาก SET ลงหลุดแนวรับ 595 จุด จะเกิดสัญญาณขาย SET จะลงแรงทดสอบแนวรับที่ 560 จุด ในเดือนส.ค. 2552?

บล.ทิสโก้ แนะนำกลยุทธ์ ประการแรก เล่นเป็นรอบ-ถือ-รอขายลด พอร์ต ในเดือนส.ค. 2552 เมื่อ SET ขึ้นสู่เป้าหมาย 640, 666 จุด หรือกรณีรอแล้วขึ้นไม่ถึงเป้า 640 จุด (คลื่น 5 เกิด Bull Failure) ให้ขายตาม เมื่อ SET ลงต่ำกว่า 595 จุด

ประการที่สอง พอร์ตเก็งกำไร ?ขึ้นขาย 622-625, 630 จุด - ลงซื้อกลับ 612, 602 จุด? เล่นรอบได้อีก 2 สัปดาห์

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ยังคงมุมมองว่าในเดือนส.ค. SET จะปรับฐานหลังจบการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นโอกาสสะสมหุ้นสำหรับไตรมาส 4/2552

ด้านสัญญาณภาคการผลิตมีแนวโน้มดีขึ้นโดย บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA) กำลังจ้างพนักงานเพิ่มอีก 650 คน ในเดือนนี้เพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของความต้องการ ทั้งนี้กำลังการผลิตไอซีโรงงานที่พระนครศรีอยุธยาเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 90% จาก 50% เมื่อไตรมาส 1/2552

ล่าสุดผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์ต่างออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานเพิ่มและการเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งส่งสัญญาณที่ดีต่อแนวโน้มในอนาคต ทั้งนี้ บล.เคจีไอ เชื่อว่าธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อไตรมาส 1/2552 และยังคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้มากกว่าตลาด

Semiconductor Equipment Association of Japan รายงานตัวเลขอัตราคำสั่งซื้อต่อยอดส่งมอบ (Book-to-Bill) เดือนมิ.ย. ที่ 1.27 เท่า เพิ่มจาก 0.66 เท่า ในเดือนพ.ค. และจาก 0.44 เท่าในเดือนเม.ย. และจากจุดต่ำสุดที่ 0.33 เท่าในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดกันเป็นเดือนที่ 3 และเป็นไปตามที่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ได้รายงานว่าคำสั่งซื้อต่อยอดส่งมอบได้ฟื้นตัว ไตรมาส 2/2552 และ 3/2552 เช่นเดียวกับตัวเลขการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว จึงเชื่อว่าในปี 2553 จะเป็นปีที่ดีสำหรับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ โดยคาดว่าผลกำไรจะเติบโตถึง 31.7%

ด้าน บล.ธนชาต มีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยจากการที่บริษัท โตโยต้า และฮอนด้า คาดว่าปริมาณขายรถยนต์ในอุตสาหกรรมจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และการกลับมาจ้างงานใหม่ และการที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กระตือรือร้นในการปล่อยกู้ยืมมากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มเห็นความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์มีอัตราการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เพิ่มขึ้น การส่งออกดีขึ้นเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน และสัญญาการก่อสร้างรถไฟสายสีม่วงได้รับข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลยังคาดว่าจะขาดรายได้ในระดับที่น้อยลงอีกด้วย

?เราเห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เพียงแต่จะมีเสถียรภาพขึ้นเท่านั้น แต่ยังเริ่มที่จะฟื้นตัวขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นการชะลอตัวลงแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลกในเวลาเดียวกันด้วย ดังนั้นการฟื้นตัวขึ้นจึงยังคงมีความเปราะบางอย่างมากอยู่ และยังคงต้องการการสนับสนุนอย่างมากจากภาครัฐอีกด้วย?

เดือนส.ค. จึงเป็นทั้งโอกาสขายทำกำไร หรือการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุน ถ้าดัชนีหุ้นลดลงถึงจุดที่น่าซื้อ...


คำถาม: CONFIRM แล้วพอร์ตโบรกเกอร์เล่นสั้นมากๆ ทำตลาดแกว่งเกินเหต!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
รายละเอียด: Short-term focus increasing on SET
Even big investors reacting to shifts
Writer: NUNTAWUN POLKUAMDEE
Published: 27/07/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: Business
It''s no secret that retail, short-term traders have long represented the bulk of trading volume on the Stock Exchange of Thailand.

Institutional traders meanwhile, whether they be insurance firms, pension and mutual funds or foreign funds, have typically taken a longer-term view of the market.

Generally, their trades are executed to reflect fundamental changes in a company, industry or the overall economy rather than more fickle shifts in sentiment.

But increasing volatility in the market in recent months has led some fund managers to shift their strategy to focus more on short-term cycles.

This shift comes not only due to the dominance of retail investors, but also activity from proprietary trading desks run by local brokers that trade to take advantage of minor shifts in prices or to arbitrage derivative positions.

According to the SET, retail investors currently account for approximately 63% of daily trade, while brokers'' proprietary trading representing another 14%.

Local institutional investors and foreign investors together split the remaining share of total trade.

Sopana Janeborvorn, a fund manager at Kasikorn Asset Management, said retail investors and brokers in certain sessions can combine to represent as much as 80% of daily trade.

Fund managers as a result have been forced to shift more toward short-term strategies to cope with the high market volatility.

''''Certainly, proprietary trading portfolios have helped increase market activity during times of weak sentiment, as brokers buy and sell with no commission cost,'''' Mrs Sopana said.

''''But when you combine this type of trade with retail investors who are already more volatile than other investor groups, it increases the overall volatility of the market.''''

Share prices have risen 36% for the year to date as equities markets worldwide have rallied on optimism that the worst of the global economic crisis has passed.

But Mrs Sopana said Thai market sentiment at least remained highly sensitive to a number of factors, including foreign fund flows, oil price movements and local politics.

She noted that foreign investors, who historically have represented around 25% to 30% of daily trade, had now fallen below 20%.

The rapid gains in the market in the second quarter _ the SET index jumped from a low of 411 points in March to a high of 628 in early June _ have also reduced the attractiveness of Thai stocks on a valuation basis.

''''The market is already priced at full value right now,'''' Mrs Sopana pointed out.

''''Investors will have to be selective in the second half of the year, particularly as market liquidity may decline as the government increases the amount of new bond issues.''''

Win Udomrachtavanich, a fund manager at Asset Plus Fund Management, said mutual funds and long-term investors such as insurance firms typically will cut back their trades during volatile market periods.

Still, if clearer signs of a US and global economic recovery emerge, the market can expect to see a new wave of gains as investors build up their positions, he said.

''''Mutual funds simply cannot trade as often as brokers, due to the difference in their investment styles, as well as the transaction costs,'''' Dr Win said.

He added that the stock market should clearly stipulate the role of proprietary trading in current trading figures.

Proprietary trading by brokers is currently counted as part of local institutional trading.

Dr Win said that equity funds still commanded larger asset portfolios than brokerage trading desks, although their trading turnover was significantly lower.



โบรกเกอร์ที่มีพอร์ตเก็งกำไรหุ้นมากๆ มี

ASP, GBX, KGI, CGS, FSS, FAREAST

เท่าที่ผมรู้น่ะ พวกนี้ ทำตลาดหุ้นเป็นบ่อนพนันไปแล้ว รายย่อยรวมตัวหยุดเล่นกันดีไหม


คำถาม: PTT:ปตท.คาด Q2/52 ผลประกอบการดีกว่า Q1,Q3 มาร์จิ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯลด $$$$$
รายละเอียด: 15:09 27/07/2009
PTT:ปตท.คาด Q2/52 ผลประกอบการดีกว่า Q1,Q3 มาร์จิ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯลด

กรุงเทพฯ--27 ก.ค.--รอยเตอร์


บมจ.ปตท.(PTT) ผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหญ่ของไทย คาดว่าผลประกอบการ

ในไตรมาส 2/52 จะดีกว่าไตรมาส 1 หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่ไตรมาส 3 คาดว่า

มาร์จิ้นของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีอาจจะลดลง หลังจะมีกำลังผลิตใหม่ในตลาดโลกเข้า

สู่ตลาดมากขึ้น

"ผลประกอบการ Q2 ดีกว่า Q1 แน่นอน ตัวเลขเป็นอย่างไรเปิดเผยไม่ได้ เนื่องจาก

Q2 มาร์จิ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมีดีกว่า Q1 ส่วน Q3 อาจจะได้รับผลกระทบในเรื่องมาร์จิ้น

ของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรฯ เพราะมี supply ใหม่เข้ามา" นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ PTT กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ไตรมาส 1/52 PTT มีกำไรสุทธิ 7.45 พันล้านบาท และมียอดขาย 3.04 แสนล้านบาท

โดยมีรายได้หลักจากกลุ่มน้ำมัน,ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงถือหุ้น 65.55% ในบมจ.ปตท.สำรวจ

และผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง และโรงงานปิโตรเคมี อีกหลายแห่ง

นายประเสริฐ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 2 ส่งผลให้มาร์จิ้น

ในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้น แต่ไตรมาส 3 ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่าง

ใกล้ชิด เพราะอาจได้รับผลกระทบจากราคา และแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ทั้งน้ำมัน

และปิโตรเคมี ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 4 คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ

บ่งชี้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมทั้งความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี ตามกิจกรรมการ

ผลิตสินค้าที่จะมีมากขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากเป็นช่วงคริสต์มาส

นายประเสริฐ กล่าวถึงความคืบหน้าในการขายหุ้นกู้วงเงิน 3 หมื่นล้านบาทว่า

อาจจะต้องนำหุ้นกู้ส่วนเกิน(กรีนชู) จำนวน 5 พันล้านบาท ออกมาขายเพิ่มด้วย เนื่องจาก

มีความต้องการเข้ามามาก โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบัน ที่มีความต้องการหุ้นกู้อายุ 15 ปี

ขณะที่รายย่อย มีความต้องการอายุ 3 ปี และ 7 ปี

ขณะที่ ปตท.ยังมีความต้องการใช้เงินมากกว่าแผนการก่อหนี้ในปีนี้ที่ 6.5 หมื่น

ล้านบาท ซึ่งอาจจะมีการขอวงเงินเพิ่มได้ แต่ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย

PTT จะขายหุ้นกู้วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ในระหว่างวันที่ 27-30 ก.ค. โดยแบ่ง

เป็น 3 ชุด มีอายุ 3 ปี, 7 ปี และ 15 ปี ซึ่งเม็ดเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ ปตท.จะนำไป

ชำระคืนหนี้บางส่วน และใช้ในการลงทุนตามโครงการที่มีอยู่

หุ้น PTT ช่วงบ่ายบวก 5 บาท มาที่ 238 บาท --จบ--


(โดย พิสิทธิ์ ช้างพลายงาม รายงาน;วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์ เรียบเรียง--วพ--)

((wilawan.pongpitak@thomsonreuters.com;โทร.0-2648-9730;

Reuters Messaging:wilawan.pongpitak.reuters.com@reuters.net))


คำถาม: TOT 3G business plan looks set to overcome its first hurdle= NVDR ซื้อเยอะน่ะครับ$$$$$$$$$$$$
รายละเอียด: TOT 3G business plan looks set to overcome its first hurdle
Writer: KOMSAN TORTERMVASANA
Published: 27/07/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: Business
The 3G business plan proposed by TOT Plc is likely to be endorsed by the State Enterprise Policy Office (SEPO) and submitted to the Finance Ministry for approval.

Areepong Bhoocha-oom, the SEPO director-general, said the agency was studying the revised plan for third-generation mobile services carefully and that it appeared satisfactory.

The state telecom enterprise hired ABN Amro to improve the plan after SEPO returned the original plan and asked for more details and a clearer direction.

The SEPO has recommended that the Finance Ministry should not guarantee the loans TOT sought to finance the project, and that the funds should be raised locally. TOT has said that a complete 3G network to offer high-speed data and multimedia services could cost at least 20 billion baht.

TOT president Varut Suvakorn said that the sooner the plan was approved, the better it would be for TOT.

The state enterprise has been looking for new revenue sources in order to wean itself off a heavy dependence on revenue-sharing concession payments from private operators.

TOT''s original 3G business plan was prepared by C&C International Ventures. It called for 5,220 base stations and forecast an internal rate of return at 20.1%, with revenues increasing to 10 billion baht a year, and breaking even in 71/2 years.

But the cabinet rejected the plan as lacking in detail and ABN Amro was hired to revise it.

The Dutch bank said that TOT could barely compete in the retail market because it was behind other operators and had no experience. ABN Amro forecast a rate of return for TOT''s 3G business at 13.1% and said it would break even in 9.4 years if TOT marketed the service properly.

It bases its assumptions on TOT acting as a mobile virtual network operator (MVNO), or a company that provides service but does not have its own licensed frequency or all of the infrastructure required to provide mobile telephone service.

If TOT implemented only a retail model, the IRR would be 3.1% and breaking even would take 11 years.

It said that if TOT decided on both MVNO and retail strategies, it would need to invest 16.7 billion baht next year, 4.98 billion in 2011, 540 million in 2012, and 1.18 billion in 2013. The business as a result would earn 1.5 billion baht in 2011, 3.7 billion in 2012, 7.7 billion in 2013 and 12 billion in 2014, it said.

It said the huge investment in the first two years would be in network infrastructure. However, TOT could negotiate with Advanced Info Service because the mobile market leader''s existing infrastructure is a TOT asset under the build-transfer-operate concession agreement.

ABN Amro recommended TOT use both a wholesale marketing and niche retail MVNO service strategy because the risk will be low while high mobile traffic would bring down costs, thus enabling TOT to compete

_______________________________

NVDR 24/07/2009

ADVANC 281,600 19,100 300,700 262,500 2.71

DTAC 1,202,700 255,400 1,458,100 947,300 20.18


คำถาม: อ่านนี่แล้ว ถ้าไม่รู้ว่าหุ้นกลุ่มไหนจะรุ่ง หรือจะรุ่งริ่ง ก็เลิกเล่นหุ้นไปเลยครับ$$$$$$$$$$$$
รายละเอียด: Thai exports start to benefit from China

Beijing''s massive plans beginning to bear fruit
Writer: POST REPORTERS
Published: 25/07/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: Business

Data from Kasikorn Research Center show that Thai exports to China contracted by 3.5% year-on-year in June, compared with a 10.9% decline in the previous month. While the contraction continued, June featured the fifth consecutive month of month-on-month growth, at 11.8%, compared to 1.9% in May.

The improvement in June narrowed the first-half contraction in export value to 18.2% year-on-year from 27.6% in the first quarter.

Imports from China to Thailand have improved slightly, from a 30.7% year-on-year contraction in May to 27.1% in June, resulting in a 28% decline for the first half.

The stimulus measures introduced by the Beijing government contributed to 7.9% growth in the Chinese economy in the second quarter of this year, which had been slowing since the third quarter of 2008 and apparently bottomed out at 6.1% in the first quarter of this year.

China''s industrial production in June expanded by 10.7% from a year earlier, compared with 8.9% in May. Investment in fixed assets in urban areas grew 35.3%, resulting in increasing demand for imports of materials, intermediary goods, and capital for the production and investment.

China has stepped up its imports of copper, aluminium and iron, which are benefiting from state construction projects, while imports of materials and intermediary goods such as plastic pellets and synthetic rubber are also gaining from the expansion of industrial production.

The expansion of China''s heavy industry is playing a key role in accelerating the growth of the investment sector, while steadily rising vehicle sales volume resulted in 17.7% year-on-year growth in the first half of the year. At the same time, prices of consumer products have increased in line with demand.

Light industry including textiles and household appliances expanded 8.2% in the first half of the year, benefiting from government programmes to help rural consumers acquire appliances. The industry is also being helped by a government decision to increase export tax rebates and credit assistance for exporters.

Among the imports showing improving growth in June were plastic pellets (up 3.5% year-on-year against a 13% shrinkage in May), copper (up 64.6% from 20.2% in May) and aluminium (up 123.5% from 78%). Iron ore imports in June declined 12% decline in June, compared with 19% in May, while synthetic rubber imports were down 7.3%, an improvement from 12% in the previous month.

Thai exports to China with higher growth rates included chemical products, cassava products, electrical and electronic appliances and parts, wood and wooden products, and chilled, frozen and dry fruits. Positive but decreasing growth figures were recorded by rubber products, and motors and electrical generators. Negative but improving growth rates were seen in computers and parts, raw rubber, plastic resins, processed oil, and chips.

Significantly, June was the first month to feature year-on-year export growth of Thai industrial goods, which account for more than 70% of all Thai exports.

Kasikorn Research Center believes Thai exports to China in the second half will improve in line with projected GDP growth of of 7.5% to 8.0%, as a result of various factors including the US$586-billion stimulus programme that began in November last year.

In addition, the Chinese government is expected to continue to relax its fiscal policy for the remainder of the year as the global economy appears unlikely to fully recover this year. Beijing is also launching other measures to assist various sectors of the economy to stimulate consumption and investment.

A steady but modest recovery in the global economy, meanwhile, is expected to improve prospects for Chinese exports, which in turn will fuel more demand for imports from Thailand and other Asian countries to make more goods.

China''s exports in June contracted by 21.4% year-on-year, but the decline was smaller than in May, with a month-on-month growth rate of 4.5%, the eighth consecutive month of improvements.

Thai exports to other major markets such as the United States, the European Union and Japan also showed some improvement in June, though the contraction was still in double digits: to the US -22% compared with -35.7% in May; EU 27.4% vs -34%, and Japan -27.8% vs -30%. The improving trend of the global economy in the remainder of this year should cause Thai exports to improve as well.

In addition, the June export figures of other countries, as announced by their governments, are showing that the rates of decline are slowing. They include South Korea, Taiwan and Singapore.

http://www.bangkokpost.com/business/economics/20916/thai-exports-start-to-benefit-from-china
Thailand''s exports to China are likely to continue to grow over the remainder of this year as massive stimulus spending by Beijing is showing clear signs of lifting consumption and demand.


คำถาม: PTTEP:ปตท.สผ.ได้สัมปทานปิโตรเลียมใหม่ แปลง G4/48 ในอ่าวไทย
รายละเอียด: 14:08 24/07/2009
PTTEP:ปตท.สผ.ได้สัมปทานปิโตรเลียมใหม่ แปลง G4/48 ในอ่าวไทย

กรุงเทพฯ--24 ก.ค.--รอยเตอร์


บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ได้รับแปลงสัมปทานปิโตรเลียมแห่งใหม่

ซึ่งมีขนาดเล็กในแปลง G4/48 ในอ่าวไทย โดยมีบริษัท เชฟรอน ปัตตานี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

และเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่ PTTEP ถือหุ้นในแปลงดังกล่าว 5%

PTTEP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า วันนี้ กระทรวงพลังงานได้มีพิธีลงนามมอบแปลง

สัมปทานหมายเลข G4/48 ให้กับผู้รับสัมปทานประกอบด้วย บริษัท เชฟรอน ปัตตานี จำกัด ซึ่ง

เป็นผู้ดำเนินการ ในสัดส่วน 71.25% ,บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด (Moeco)

และบริษัท ปตท.สผ.(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย PTTEP ถือหุ้น 23.75% และ 5%

ตามลำดับ

ทั้งนี้ แปลงสัมปทาน G4/48 เป็นแปลงขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 504 ตารางกิโลเมตร

ตั้งอยู่ในอ่าวไทย ติดกับโครงการยูโนแคล 3 โดยการพัฒนาที่เหมาะสมที่สุดในแปลงนี้ คือ

การใช้อุปกรณ์การผลิตที่มีอยู่ ของโครงการยูโนแคล 3 ซึ่งทำให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ และ

เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการทั้งหมด

หุ้น PTTEP พักเที่ยงบวก 1.50 บาท มาที่ 139.50 บาท --จบ--


(โดย วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์ เรียบเรียง--วพ--)

((wilawan.pongpitak@thomsonreuters.com;โทร.0-2648-9730;

Reuters Messaging:wilawan.pongpitak.reuters.com@reuters.net))


คำถาม: ???ทำไมผมซื้อหวยไม่เคยแม่นเหมือนเล่นหุ้นน่ะ บอกว่าหุ้นจะแดงก็แดงจริงๆ!!!!!!!!!!!
รายละเอียด: คงมีผมที่เขียนไว้เมือคืน แทงกั้กสวนดาวโจนส์ที่เขียวปี๋

เพราะผมรู้ไง ว่า พวกขาใหญ่ ทั้ง หลายต้องเอาข่าวนี้มาทุบหุ้นแน่ๆ วันนี้

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

งัดชื่อปั่นหุ้น5พันล้าน พบทายาทตระกูล`ฉ.'' เสี่ยถังแก๊สโดนด้วย โบรกฯก็ถูกหมายหัว
หนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น สรุปข่าวหน้า 1 -- 5 ชั่วโมง 58 นาที

96 รายชื่อหนาว คนในวงการตลาดทุน ถูกตั้งข้อหาปั่นหุ้นของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) มีทั้งกลุ่มที่ทำธุรกิจก่อสร้างที่มีความสัมพันธ์กับน้องสาวอดีตนายกรัฐมนตรี,ทายาทตระกูล"ฉ." ,เสี่ยถังแก๊ส , เสี่ยรถหรู ,นักลงทุนขาใหญ่ ส่วนเด็กเสี่ยธุรกิจเหล็กรายใหญ่โดนข้อหานอมินี หลังพบเงินในบัญชีหลักพันล้านบาท แถมมีมาร์เก็ตติ้งบางโบรกเกอร์ ถูกหางเลขแต่ผู้บริหารโบรกเกอร์บางแห่งรอดหวุดหวิด


คำถาม: ทำไมผมถึงมั่นใจว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พ้นจากปากเหวแล้ว อ่านนี่ กันครับ@@@@@@@@@@@@@
รายละเอียด: Johnson Electric to build B10bn plant
Writer: VICHAYA PITSUWAN
Published: 20/07/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: Business
Johnson Electric, a Chinese automotive motor manufacturer listed on the Hong Kong stock exchange, is planning a 10-billion-baht investment in Thailand to develop a production hub for its Asian market.

Richard Yew, general manager of Johnson Electric''s Automotive Motors Group for Asia, said that more costly labour in China and the company''s strategy to be closer to its customers in Thailand were the factors behind its investment plan.

"At present, our production base in China is where we serve Asian customers. Labour costs in China used to be 50% lower than in Thailand but as more manufacturers poured into China, its labour cost is now only about 10% cheaper than Thailand''s," he said.

Mr Yew said the company''s investment plan in Thailand was aimed at bringing it closer to customers, reducing logistics costs, and using Thailand as a production base to serve other non-Chinese markets in Asia.

Its current customers in Thailand include both Japanese and European car parts manufacturers, with annual sales of $10 million.

Industry Minister Charnchai Chairungruang said Johnson Electric had approached the Board of Investment for investment incentives.

http://www.bangkokpost.com/business/telecom/20615/johnson-electric-to-build-b10bn-plant


คำถาม: กทช.ลุ้นQ3คลอดไลเซ่นส์3จี เตรียมทดลองประมูล25ก.ค.$$$$$
รายละเอียด: กทช.ลุ้นQ3คลอดไลเซ่นส์3จี

เตรียมทดลองประมูล25ก.ค.

กทช.มั่นใจออกไลเซ่นส์ 3จีให้ทันQ3 ปีนี้ นำร่องเปิดประมูลภายในก่อน 25 ก.ค.นี้ วางกรอบเปิดประมูล 2 รอบ ตรวจสอบหาข้อบกพร่อง ยันกำหนดการยังเป็นไปตามเดิม ส่วนเรื่องนัมเบอร์พอร์ตให้เวลาค่ายมือถือทำเคลียร์ลิ่งเฮ้าส์ 3 เดือน



นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการออกใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮริตช์ว่า วันที่ 25 ก.ค.นี้ กทช.จะเปิดทดลองการประมูล 3 จี แบบภายในเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นประมาณก.ย.นี้ จะทดลองการประมูล 3 จี ครั้งที่ 2 โดยเปิดให้สื่อมวลชน ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ ในการทดลองประมูลด้วย เพื่อสร้างความโปร่งใส

โดยการเปิดทดลองการประมูลทั้ง 2 ครั้ง เนื่องจากหากมีข้อบกพร่องหรือมีข้อสงสัย ต้องแก้ไขตรงจุดใดก็จะรู้ และสามารถนำมาแก้ไขทันที ก่อนเปิดประมูลจริง ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการประมูล 3 จี ซึ่งกทช. ยังยืนยันว่า จะสามารถออกไลเซ่นส์ 3จี ได้ภายในไตรมาส 3/52 ปีนี้ โดยกทช.ยังเป็นไปตามกำหนดการเดิม

สำหรับร่างแผนความถี่ฯในกิจการบรอดแบนด์ ไวร์เลส แอคเซส นั้นมีขึ้นเพื่อกำหนดย่านความถี่ไวแมกซ์จะเริ่มใช้คลื่นช่วง 2300-2400 เมกะเฮิรตซ์ ก่อน เนื่องจาก คลื่นดังกล่าวมีการใช้งานน้อย มีอยู่ประมาณ 100 เมกะบิต ขณะที่คลื่นความถี่ช่วง 2500-2690 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นบางช่วงถูกนำไปใช้ในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ จึงต้องมีการโยกย้าย และมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ก่อน

"ย่านความถี่วิทยุ 2300-2400 เมกะเฮิร์ตซ ในพื้นที่ภาคเหนือ ใต้และอีสาน มีย่านความถี่ว่างพร้อมใช้งาน แต่ในกรุงเทพฯ ยังมีการใช้คลื่นไมโครเวฟจึงต้องขอให้ผู้ที่ใช้งานโยกย้ายไปใช้งานช่วงคลื่นความถี่อื่น คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ก่อนย่านความถี่วิทยุ 2500-2690 เมกะเฮิร์ตซ มีการใช้งานย่านความถี่ดังกล่าวในกิจการ"นายเศรษฐพร

ส่วนกรณีนี้เอกชนอ้างว่าการลงทุนเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ หรือ การตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์มือถือไปยังค่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออื่น เมื่อผู้บริโภคต้องการของผู้ให้บริการต้องใช้ระยะเวลา 1- 2 ปี นั้น ตามร่างประกาศหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมาย(นัมเบอร์พอร์ตบิลิตี้)หลังจากมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ให้ระยะเวลาเอกชนลงทุนระบบเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ 3 เดือน

ทั้งนี้หากเอกชนอ้างใช้เวลาลงทุนเคลียร์ริ่งเฮ้าส์ 1-2 ปีต้องให้เหตุผลเพราะกทช.ได้ให้เวลาเตรียมการณ์เรื่องดังกล่าวมา 2 ปี แล้วโดยถ้ามีความพร้อมต้องดำเนินการและส่งเงื่อนไข เพื่อให้กทช.ได้พิจารณาได้แล้ว

นายเศรษฐพร กล่าวว่าล่าสุดวันที่ 27-29 ก.ค.นี้ สำนักงาน กทช.ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมอาเซียนครั้งที่ 15และการจัดงาน Asean-Eu Programme for Regional Integration Support-Phase II วันที่30-31 ก.ค.การประชุมสภาฯอาเซียนในครั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจาเดินทางมาร่วมงานประมาณ80-100 คน นอกจากนี้การประชุมยังมีส่วนทำให้เกิดการลงทุน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย

นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข กรรมการ กทช. กล่าว หลังรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้อีกประมาณ 1 เดือนจะนำร่างแผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขึ้นเว็บไซต์และประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาโดยร่างแผนความถี่ที่จัดทำขึ้นเป็นย่านความถี่วิทยุช่วง 1920-1980 เมกะเฮิร์ตซ/2110-2170 เมกะเฮิร์ตซ และย่านความถี่วิทยุช่วง 2010-2025 เมกะเฮิร์ตซ ซึ่งเป็นย่านความถี่วิทยุที่ใช้เพื่อให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี โดยต้องเสร็จก่อนที่ กทช.เปิดประมูลคลื่นความถี่ 3จีปลายปีนี้ อย่างไรก็ดีช่วงความถี่ที่กำหนดไว้ในแผนความถี่ได้เปิดกว้างโดยไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้เทคโนโลยีใด

http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/corporate_detail.aspx?cid=29310


คำถาม: @GBX ออกมายอมรับอ้อมแอ้มๆ ว่ามีคู่ดีๆ ก็ได้ เอ้ะ ตอนแรกบอกไม่ๆ เสียงแข็งเชียวน่ะ อ่านกันครับ
รายละเอียด: GBXปูดเข็นบล.เข้าตลท.ปีหน้า
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หุ้น GBX สุดยอด หลังปฏิเสธข่าวควบรวม ปูดข่าวเข็นบล.โกลเบล็ก วาดเข้าตลาดหลักทรัพย์ปีหน้า หลังล้างขาดทุนสะสมหมดปีนี้ ดันหุ้นหลักทรัพย์คึกคัก


เกรียงไกร ศิระวณิชการ
วานนี้ หุ้นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) วิ่งฉิว โดยเฉพาะบริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX) แม้บริษัทปฏิเสธกรณีที่ข่าวว่า บล.โกลเบล็ก เตรียมที่จะควบรวมกิจการกับบล.บีฟิท (BSEC) นั้น ทางบริษัทและบริษัทย่อยไม่เคยติดต่อเพื่อเจรจาเรื่องดังกล่าว ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น GBX ปรับตัวขึ้นรุนแรงในช่วงบ่าย หลังผู้บริหารให้สัมภาษณ์ว่ามีแผนจะนำบล.โกลเบล็ก เข้าตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปีหน้า ส่งผลให้มีแรงซื้อไล่ราคาวิ่งขึ้น 0.11 บาท หรือ 14.47% ปิดที่ 0.87 บาท มูลค่าซื้อขายหนาตา 172.08 ล้านบาท

นายเกรียงไกร ศิระวณิชการ รักษาการกรรมการผู้จัดการ GBX เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายที่จะนำบล.โกลเบล็ก ที่ถือหุ้น ทั้งหมด 100% เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดย อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ พร้อมคัดเลือกที่ปรึกษาทางการเงิน

ทั้งนี้ หากมีความเป็นไปได้บล.โกลเบล็ก จะเพิ่มทุนจาก 350 ล้านบาท เป็น 400 ล้านบาท และคาดว่า GBX จะลดสัดส่วนการ ถือหุ้นจาก 100% เหลือ 75%

?ที่คิดจะนำบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น เพราะธุรกิจหลักทรัพย์ต้องใช้เงินทุนสูง ถ้าระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์จะทำได้ง่ายกว่าและทำให้บริษัทเติบโตเร็ว โดยแม่จะได้ทั้งส่วนต่างราคาหุ้นที่ขายและกำไรของลูกที่จะ เพิ่มขึ้น แม้สัดส่วนการถือหุ้นจะน้อยลง แต่กำไรจะมากกว่า เพราะการเติบโตที่รวดเร็ว?

นอกจากนั้น ปีนี้บริษัทก็มีธุรกิจหลักของตนเอง คือ การซื้อขายทองคำแท่งแบรนด์โกลเบล็ก ที่ครึ่งปีแรกทำรายได้ให้บริษัทแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท

สำหรับประเด็นเรื่องควบรวมกิจการหรือผู้ร่วมทุนรายใหม่ของบล.โกลเบล็ก นั้น บริษัทไม่ได้ปิดกั้น แต่ผู้ร่วมทุนจะต้องผนึก กับบริษัทแล้วทำให้เกิดการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ (SYNERGY) โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านลูกค้ารายย่อย จึงต้องการพันธมิตรที่มีความรู้และเทคโนโลยีเกี่ยวกับลูกค้าสถาบันและต่างประเทศ

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GBX คาดว่าภายในเดือนก.ย.นี้ จะมีความชัดเจนในเรื่องการปรับโครงสร้างการบริหาร ทั้งนี้ถ้าเป็นไปได้ตามแผนจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า หลังจากล้างขาดทุนสะสมหมด 58 ล้านบาท ในปีนี้

http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=57961


คำถาม: @@ คอยดูน่ะครับ พวกโบรกไทยทั้งหลายที่ต่างดูถูกบริษัทนี้เหลือเกินจะต้องหน้าแตกอีกรอบครับ!!!!!!!!!
รายละเอียด: ผมเคยเขียนย้ำไว้หลายๆเวปบอร์ดแล้ว ว่าปีนี้ บริษัทนี้เขา TURN AROUND แล้วครับ ยิ่ง กทช ออกมายืนยันว่า 3G ไม่เลื่อนแน่นอน ต้องประมูลภายในไตรมาสสามนี้แล้ว ราคาแถวๆนี้ ถือว่าต่ำมากๆ กับอนาคตของ TURN AROUND stock ตัวนี้ อีกไม่นาน พันธมิตรยักษ์ใหญ่ของโลกสื่อสารที่จะมาร่วมกับเขา คือ CHINA MOBILE จะทำให้ทั้ง ADVANC DTAC หนาวยิ่งกว่าหนาว

@@@@@@@@@@@@@@@@@@

TRUEปรับเป้าใหม่ ลุ้นQ2กำไร2พันล.

TRUE รอดูเชิงหากงบ Q2 ออกมาสวย โบรกฯฟันธง Q2 กำไร 2,000 ล้านบาท เล็งปรับเป้าปี 52 ใหม่ เชื่อธุรกิจยังมีดีพอโตต่อได้ ส่วนภาพรวมครึ่งปีแรก รับอุตสาหกรรมโทรคมไม่คึกคัก แต่ทรูวิชั่นส์-บรอดแบนด์พอไปได้

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า ขณะนี้ TRUE อยู่ระหว่าง รอประกาศผลการดำเนินไตรมาส 2/52 ต่อตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำไปประเมินผลประกอบการในปี 2552 รอบ ใหม่ โดยในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ในครึ่งปีแรกธุรกิจมือถือยังคงทรงตัวจากปีก่อน ส่วนธุรกิจบรอดแบรนด์และ เคเบิลทีวีมีอัตราเติบโตเล็กน้อย

เนื่องจาก ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ยังไม่ได้รับผลกระทบจาก ภาวะเศรษฐกิจมากนัก เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น โดยหวังว่าภาพรวมธุรกิจของกลุ่มทรูในครึ่งปีหลังจะเติบโตอยู่ เพราะมองว่ามาตรการกระตุ้นของรัฐบาลเริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจ สำหรับ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะมีการปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้น และระยะกลางของรัฐบาลเริ่มมีสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

"ครึ่งปีหลังหวังว่าตลาดโทรคมนาคมน่าจะดี เพราะมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลน่าจะมีผลบ้าง แต่ไม่ขอตอบว่าในไตรมาส 2/2552 นี้ TRUE จะ พลิกมีกำไรหรือไม่

เพราะกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบงบฯ สำหรับผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี ก็ยังไม่สามารถประเมินได้เช่นเดียวกัน แต่ยังหวังว่า ไตรมาสหลังๆของปีนี้ ธุรกิจต่างของ TRUE จะดีขึ้น หลังจากรัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆออกมา ก็น่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจเราด้วย"

นายศุภชัยกล่าว

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ในความเห็นของตนเชื่อมั่นว่า ในปี 2552 TRUE จะ สามารถเพิ่มรายได้ต่อเนื่อง รวมทั้งการให้ความสำคัญในการลดค่าใช้จ่าย โดยมีแผนปรับลดรายจ่ายที่ไม่สร้างรายได้15-20% แต่ยังคงเงินลงทุนพัฒนาโครงข่ายไว้ที่ 6,000-8,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น จะทำให้ TRUE สามารถรักษาระดับอัตราการทำกำไร (EBITDA margin) และยังคงพัฒนายุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ รวมทั้งบริการใหม่ๆ เช่น 3จี ที่จะเกิดขึ้น เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า

โดยทรูมูฟยังคงมีเป้าหมาย ครองส่วนแบ่งผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิราว (Net Adds) 1 ใน 3 ของตลาดโดยรวม และ ลงทุนในบริการที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งรวมบริการด้านเสริม (นอนวอยซ์) และ 3จี นอกจากนี้ทรูวิชั่นส์ จะเน้นขยายฐานลูกค้ารายเดือน และขยายตลาดสู่ลูกค้าใน ระดับกลาง-ล่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทรูออนไลน์ เน้นขยายตลาดบรอดแบนด์สู่ตลาดผู้มีรายได้สูงเพิ่มยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์บล. คันทรี่ กรุ๊ป ระบุไว้ว่า ผลการดำเนินของ TRUE ใน ไตรมาส 2/2552 นี้ จะพลิกมีกำไรสุทธิราว 2,000 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจาไตรมาสก่อนหน้าที่ขาดทุนสุทธิถึง 131 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ทำให้มีกำไรสุทธินั้น เนื่องจากในช่วงดังกล่าวค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ TRUE มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนถึง 1,700 ล้านบาท รวมกับกำไรจากผลการดำเนินงานของ TRUE คาดว่าจะทำได้

300 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานของ TRUE ในปี 2552 นี้ หลังจากที่ปรับตัวดีขึ้นมาต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2-3 ที่ผ่านมา เชื่อว่า TRUE น่าจะมีกำไรในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ได้อีก 300-400 ล้านบาทต่อไตรมาส และหากรวมกับไตรมาส 2/2552 ที่น่าจะมีกำไรราว 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้สิ้นปีนี้ TRUE จะรายงานกำไรสุทธิที่ 3,100 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขาดทุนสุทธิจำนวน 2,355 ล้านบาท

http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/first_page_detail.aspx?cid=29247


คำถาม: GBX พุ่ง 7.89% ผู้บริหารบล.โกลเบล็กเผยมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลท.ปีหน้า
รายละเอียด: GBX พุ่ง 7.89% ผู้บริหารบล.โกลเบล็กเผยมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลท.ปีหน้า

นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก(GLOBLEX)ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบมจ.โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ (GBX)เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า ขณะนี้บริษัทฯมีแผนที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยคาดว่าจะนำเข้าตลาดฯได้ในปีหน้า(2553)โดยตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการเลือกสรรที่ปรึกษาทางการเงิน(FA) ซึ่งก็ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นใคร
"บริษัทฯมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เรื่องนี้คงจะต้องปรึกษากับทางก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ก่อน ซึ่งคาดว่าไม่เกินเดือนหน้า(ส.ค.)ก็น่าจะพร้อมที่จะเข้าไปคุยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้ เพราะตอนนี้กำลังจัดทำแผนอยู่ และคงจะต้องให้แผนเสร็จเรียบร้อยก่อนเข้าไปคุย แต่ตอนนี้ก็เริ่ม ๆ คุยกับกับตลาดฯและก.ล.ต.บ้างแล้ว"นายชนะชัย กล่าว
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GLOBLEX กล่าวว่า การที่บริษัทฯจะแยกตัวออกมาจาก GBX เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดฯนั้น ทำให้จะต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหารงาน และปรับโครงสร้างการถือหุ้นกันใหม่ โดยคาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้จะมีความชัดเจนในเรื่องของการปรับโครงสร้างการบริหาร
ปัจจุบัน GBX ถือหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก ในสัดส่วน 100% ด้วยทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 350 ล้านบาท



--อินโฟเควสท์ โดย พรเพ็ญ ดวงเฉลิมวงศ์/รัชดา โทร.0-2253-5050 ต่อ 317 อีเมล์: rachada@infoquest.co.th--


คำถาม: TOT seeks 3G help from AIS @@@
รายละเอียด: TOT seeks 3G help from AIS
Writer: KOMSAN TORTERMVASANA
Published: 20/07/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: Business
TOT Plc has approached Advanced Info Service to use the latter''s base stations so that the state telecom enterprise can begin offering third-generation (3G) mobile service in the capital by the end of this year and across the country within the next two years..

A TOT director acknowledged that not all of AIS''s base stations could be adapted for 3G because some equipment and antennae were too heavy for the structures.

As well, some towers are on commercial buildings and pose other restrictions, he said, adding that TOT might have to build some new towers.

He said AIS, the country''s largest cellular operator, also wanted priority access to 3G service if TOT finished the deployment.

AIS is awaiting a 3G licence on the 2.1 Gigahertz spectrum. The national telecommunications Commission said recently that licensing of private operators was unlikely before the first quarter of next year.

In the meantime, TOT plans to negotiate with AIS for an agreement that would benefit both parties. It could include TOT helping AIS pay the cost of renting commercial building space to install towers.

TOT wants to develop 500 base stations in Bangkok for 1.7 billion baht in the first phase of its 3G project. The second phase would cover 3,800 base stations across the country and cost about 20 billion baht.

AIS president Wichien Mektrakarn said the company was ready to co-operate since it operated under a concession from TOT.

He said that under the build-transfer-operate concession agreement, AIS still had the first right to use its facilities, and TOT would have to notify the company about any changes in usage. AIS has 12,000 base stations nationwide.

http://www.bangkokpost.com/business/telecom/20617/tot-seeks-3g-help-from-ais


คำถาม: !! อ่านนี่กันดูครับ คำตอบอีกหนว่าทำไมเวปไซด์ผุ้จัดการถึงมีคนอ่านมากสุด ข่าวเรื่องหุ้นก็เจาะได้ลึกมาก
รายละเอียด: http://www.manager.co.th/daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000081581

แกะรอยยูโอบีฮุบโกลเบล็ก สั่งในเครือเก็บหุ้นเกิน50%

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 19 กรกฎาคม 2552 19:15 น.


ASTV ผู้จัดการรายวัน ? เปิดแผนฮุบหุ้นโกลเบล็ก (GBX) แบงก์ยูโอบีสิงคโปร์ชี้ควบกับยูโอบีเคเฮียน (UOBKH) แค่ผลพลอยได้ เป้าหมายจริงหวังใช้เป็นเรือธงลุยตลาดคอมอดีตี้ ทองคำ น้ำมันในภูมิภาคเอเชีย จัดตั้งกองทุนและอนุพันธ์ ล่าสุดเรียกซีอีโอลูกข่ายประชุมด่วนวันศุกร์ (17ก.ค.)ที่ฮ่องกง สั่งเดินหน้าแผน2ส่งบริษัทลูกจากหลายประเทศเข้าเก็บหุ้นเพิ่มในนามนอมินี กำหนดเพดานห้ามเกิน 5% พร้อมดึงอีก 4 โบรกฯต่างชาติเข้าเสริมภารกิจ โดยยกให้ บล.เครดิต สวิสเป็นแกนนำรับคำสั่งซื้อขาย หมายใจเก็บจะเก็บให้ได้ถึง 50% ก่อนร่อนจดหมายเชิญกลุ่มคูหาเปรมกิจ ขอซื้อหุ้นในราคา 1.50 บาท/หุ้น

ธนาคาร ยูโอบี สิงคโปร์ ยังเดินหน้าซื้อหุ้น บริษัท โกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GBX ไม่หยุด หลังจากใช้โบรกเกอร์ต่างชาติถึง 4 แห่งเข้าเก็บหุ้น GBX ในกระดานไทยจนใกล้เต็มเพดาน 5% แล้ว ล่าสุด แหล่งข่าวโบรกเกอร์ประเทศรายเดิม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ ASTV ผู้จัดการรายวัน ว่าผู้บริหารระดับสูง ฝ่ายการลงทุนของ ธนาคาร ยูโอบี สิงคโปร์ได้สั่งเรียกประชุมซีอีโอโบรกเกอร์พาร์ทเนอร์ และบริษัทในเครือทั้งในภูมิภาคเอเชีย และทวีปอื่นๆ(ยกเว้นไทย) เป็นการด่วนเมื่อเช้าวันศุกร์(17ก.ค.)ที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าแผนการเก็บหุ้น GBX ระยะที่สองต่อไป

แหล่งข่าว กล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของแผนในครั้งนี้ว่า จากที่เคยคาดว่าจะเป็นเพียงต้องการควบรวมธุรกิจโบรกเกอร์ระหว่าง บล.ยูโอบี เคเฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (UOBKH) และ บล.โกลเบล็ก นั้น ตอนนี้กลายเป็นวัตถุประสงค์เล็กๆ หรือเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือการขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 ของธนาคารขนาดใหญ่ในไทย และในอินโดไชน่ามากกว่าด้วยการนำGBX มาช่วยเสริมศักยภาพในส่วนธุรกิจที่อ่อนแอ และการผลักดันครั้งนี้คาดว่าจะมีรัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุน หรือเปิดไฟเขียวอยู่ด้านหลัง

เพราะจากหลายๆปีที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกมองเป็นแหล่งการลงทุนที่น่าสนใจเพราะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะไทย และเวียดนาม อีกทั้งตอนนี้นักลงทุนสิงคโปร์จำนวนมากได้เข้ามาทำธุรกิจในเวียดนาม แต่กลับพบว่ายังไม่มีธนาคารของชาติตนเองเข้ามาซัพพอร์ตด้านการเงินให้สะดวกเหมือนเช่นในไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ และนั่นเป็นการผลักดันให้ ธนาคารยูโอบี เกิดแผนเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจในเมืองไทย เพื่อใช้เป็นแม่ข่าย ที่จะรุกตลาดในเวียดนาม ลาว กัมพูชา ต่อไป ด้วยการเข้ามาเป็นธนาคารระดับแนวหน้าของประเทศและในภูมิภาค ภายใน 3 ปี เช่นเดียวกับกรณีของ จีอี แคปตอล กับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

?แบงก์ ยูโอบี ต้องการโชว์ศักยภาพของเขาว่าไม่เป็นรองใคร อีกทั้งใหญ่กว่า ธนาคารกรุงไทยและกสิกรไทยเสียอีก แต่ด้วยข้อด้อยในเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกรรมการลงทุนด้านคอมอดิตี้ จึงต้องการที่จะผู้เข้ามาเสริมจุดนี้ ด้วยการสั่งบริษัทในเครือแห่งอื่นๆ เข้ามาเก็บหุ้น GBX เพิ่มเติม โดยวางเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 50% ของหุ้นทั้งหมด
หรือเก็บหมดกระดานที่มีการซื้อขายอยู่?

****เปิดแผนสองช้อนหุ้นGBX

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม ผู้บริหารฝ่ายการลงทุนของยูโอบี สำนักงานใหญ่ ได้สั่งการให้บริษัทในเครืออีก 4 แห่งได้แก่ ยูโอบี เวนเจอร์ แมเนจเม้นท์ (เซี่ยงไฮ้) , ยูโอบี ? ยูเอสเค แอสเซทแมเนจเม้นท์ (กัวลาลัมเปอร์) ,ยูโอบี โกลบอล แคปปิตอล (นิวยอร์ก) และ ยูโอบี โกลบอล แคปปิตอล (ปารีส) เข้าซื้อหุ้นบมจ.โกล เบล็กฯ ในไทยเพิ่มอีก รวมทั้งได้แต่งตั้งโบรกเกอร์ใหม่อีก 4
รายทดแทนรายเดิม(โกลแมน แซคส์, เอสเอชบีซี, ฟาร์ อีสเทิร์น กรุ๊ป และ State Street Bank and Trust) ซึ่งเก็บหุ้นGBXจนใกล้เข้าข่ายต้องรายงานต่อก.ล.ต. เข้ามาซื้อหุ้นดังกล่าวแทน ได้แก่ แบงก์ออฟนิวยอร์ก นอมินี(สิงคโปร์) , ซิตี้แบงก์ นอมินี (สิงคโปร์) ,มอร์แกน สแตนเลย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ฮ่องกง) และดอยซ์ แบงก์ (สิงคโปร์) ที่จะพยายามเข้าเก็บหุ้นในราคาไม่เกิน 80 สต.ให้มากที่สุด แต่ต้องไม่ถือหุ้นถึง 5%หรือเต็มที่แค่ 4.5% ตามกำหนดเดิม โดยผ่านทาง บล.เครดิต สวิส ซึ่งจะมีฐานะเป็นแกนนำในการซื้อหุ้นในครั้งนี้ และเพิ่มช่องทางเสริมด้วย บล.ยูบีเอส

เนื่องจากทอง ยูโอบี สิงคโปร์ ได้ประเมินว่า บุ๊คแวลูของ GBX ใกล้จะปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 2 ซึ่งน่าจะทำให้มูลค่าของหุ้นขยับมาอยู่ที่ 1.25 บาทจากราคาในปัจจุบัน

**เพิ่มราคาซื้อคูหาเปรมกิจแถมให้นั่งบริหารต่อ

แหล่งข่าว กล่าวว่าหากแผนซื้อหุ้นแล้วเสร็จตามเป้า 50% ทางยูโอบี สิงคโปร์จะส่งหนังสือเชิญผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ โกล เบล็กฯเข้ามาเจรจา โดยจะยื่นข้อเสนอขอซื้อหุ้นทั้งหมดของกลุ่มคูหาเปรมกิจ ในราคาหุ้นละ 1.50 บาท เพื่อต้องการเป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่จะเชิญให้ผู้บริหารชุดเดิมของGBX เข้ามาทำหน้าที่ต่างๆตามเดิมที่เคยปฏิบัติ

ซึ่งจะคล้ายกับกรณีของบมจ. โออิชิ กับกลุ่ม สิริวัฒนาภักดี ที่เข้ามาซื้อกิจการและให้นาย ตัน ภาสกรนที บริหารต่อไป โดยไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในการบริหาร เพราะทางยูโอบี ต้องการเป็นพันธมิตรกับผู้บริหารGBX เนื่องจากชื่นชอบผลงาน และฝีมือในการบริหารธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนทองคำ โกล ฟิวเจอร์ส และคอมอดิตี้ ประเภทต่างๆ ทำให้การควบรวมระหว่างบล.เป็นเพียงผลพลอยได้เมื่อการควบรวมธุรกิจเสร็จสิ้นเท่านั้น

?ทีมผู้บริหารยูโอบี ยืนยันไม่ได้คิดร้ายต่อโกล เบล็กแต่หวังใช้ความเชี่ยวชาญและฝีมือของผู้บริหารและบุคลากรของที่นี่ลุยตลาดคอมมอดีตี้ อย่างเต็มตัว ดังนั้นเมื่อเก็บหุ้นตามเป้าก็จะมีการเชิญผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่GBX เข้ามาพูดคุยและขอให้อยู่บริหารต่อไปแน่?

ล่าสุด วันศุกร์(17ก.ค.)หุ้น GBX ปิดที่ 0.76 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท หรือ 5.56% มูลค่าการซื้อขาย 49.822 ล้านบาท หรือ 66.032 ล้านหุ้น โดยหากธนาคารยูโอบีต้องการซื้อหุ้นGBX ในกระดานทั้งหมด จะต้องเก็บหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย (ฟรี โฟลต)ในสัดส่วนถึง 57.14%

***แผน3ยึดเสร็จรุกกองทุนทอง-พลังงาน

และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เป้าหมายต่อไปของธนาคารยูโอบี คือการเป็น Onestop Shopping Banking Financail Service ด้วยการรุกตลาดไปสู่ กัมพูชา ลาว และเวียดนาม โดยจะใช้ บมจ. โกล เบล็ก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านทองคำ และคอมมอดิตี้ เป็นเรือธงในการดำเนินธุรกิจด้านนี้ให้แก่ธนาคารและบริษัทในเครือทั้งหมด รวมทั้งมีแผนจะให้มีการจัดตั้งกองทุนที่ลงทุนในทองคำ การเก็งกำไรน้ำมันพลังงานและคอมมอดิตี้ในด้านอื่นๆ ผ่าน บลจ.ยูโอบี (ไทย) จำกัด ในฐานะเป็นผู้จัดตั้งและเป็นแกนกลางในการระดมทุนของกองทุนนี้เหล่านี้ในภูมิภาคเอเชีย

อีกทั้งจะเชื่อโยงการลงทุนดังกล่าวไปยังยูโอบี โกลบอล แคปปิตอล (นิวยอร์ก) และ ยูโอบี โกลบอล แคปปิตอล (ปารีส) ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ของธนาคารที่มีการระดมทุนทั่วโลกเพื่อดึงเม็ดเงินจำนวนมากเข้ามาลงทุนด้วยการจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่ขึ้นมารองรับ แต่แผนการทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นนั้น ระหว่างการประชุมผู้บริหารจากสำนักงานใหญ่ มีการเน้นย้ำว่า ไม่ต้องการทีมผู้บริหารยูโอบี ในไทยทราบเรื่องก่อน เนื่องจากไม่ต้องการให้ข้อมูลรั่วไหลออกไป


คำถาม: กลุ่มชิ้นส่วนอิเลค ดีหรือแค่กระแส อ่านนี่กันครับ@@@@@@@@@@@@
รายละเอียด: HANA เผยปีนี้ยอดขายอาจลดลง 20% จากปีก่อน
Written by SW-พิราบขาว
Friday, 17 July 2009 11:19
นายอิสรา ศิวะกุล รองประธานและผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) (HANA) เปิดเผยว่า บริษัทฯคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2552 น่าจะดีกว่าไตรมาส 1/2552 ที่ผ่านมา โดยในไตรมาสนี้สถานการณ์ต่างๆเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า เนื่องจากธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีคลังสินค้าลดลงทำให้บริษัทต่างๆเริ่มทยอยสั่งสินค้ามากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นตัวสนับสนุนทำให้จำนวนคำสั่งซื้อของบริษัทฯเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาบริษัทฯมีกำไรอยู่ที่ 201.20 ล้านบาท

''ช่วงเม.ย.-พ.ค.เริ่มดีขึ้น ซึ่งตอนแรกคาดว่าไม่น่าจะดี แต่สินค้าคงคลังของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หายไปทำให้คนเริ่มสั่งของมากขึ้น และทำให้ยอดการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ส่งผลดีต่อเรา''นายอิสรา กล่าว

นายอิสรา กล่าวต่ออีกว่า สำหรับยอดขายในปี 2552 น่าจะลดลงประมาณ 20% ซึ่งดีกว่าก่อนหน้าที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะลดลง 30% เหตุสัญญาณของกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เริ่มดีขึ้น โดยในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา มีจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของธุรกิจ ขณะที่คาดว่าในไตรมาส 3 กลุ่มชิ้นอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังคงดีต่อเนื่องจากไตรมาส 2 เนื่องจากเป็นช่วง Season ของธุรกิจด้วย แต่อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนคงไม่คงไม่ดีกว่า เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะ
เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทำให้คำสั่งซื้อลดลงไปบ้าง

''ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการคาดการณ์ว่าปีนี้จะแย่ว่าปีที่แล้ว 30% แต่ช่วงเดือนเม.ย.เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว ซึ่งประเด็นนี้อาจทำให้ปีนี้ตกต่ำไม่ถึง 30% แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามดูสถาการณ์ในไตรมาส 4 ด้วยว่าจะเป็นอย่างไร รวมถึงค่าเงินบาทซึ่งก็มีส่วนกระทบต่อการส่งออก ส่วนการจ่ายเงินปันผลระหว่างาลในปีนี้ไม่น่าจะมีแต่ที่ผ่านมาเราก็เคยมี ซึ่งปีนี้ขอเน้นประคองธุรกิจ'' นายอิสรา กล่าว
http://www.stockwave.in.th/index.php/hot-news/7646-hana-170609


คำถาม: China''s economy grows 7.9%= ยอดเยี่ยมมากครับ$$$$$$$$$$$$
รายละเอียด: Economics

China''s economy grows 7.9%
Writer: AFP
Published: 16/07/2009 at 03:59 PM
China''s economy grew 7.9 percent in the second quarter of 2009, the government said Thursday, in a stunning turnaround for the Asian powerhouse that offered some hope for the rest of the world.


An investor checks stock prices at a security firm in Wuhan, central China''s Hubei province. the country''s economy grew 7.9 percent in the second quarter of 2009, the government has said, in a startling turnaround for the Asian powerhouse fuelled by a massive stimulus package.
With help from 580 billion dollars in government pump priming, the world''s third biggest economy picked up pace again after the global economic crisis dragged growth down to 6.1 percent in the first quarter.

"The economy is rebounding and the strength of the recovery is increasing," National Bureau Spokesman Li Xiaochao said at a media briefing to release the data.

China''s gross domestic product grew by 7.1 percent in the first half of 2009 compared with the same period a year earlier, according to the bureau.

This put China back on track to achieve its goal of 8.0 percent growth for the year, despite the financial crisis hitting its crucial export sector particularly hard.

Analysts said the rebound in China would offer a boost of confidence for the global economy as it struggles out of the worst economic crisis since the Great Depression of the 1930s.

"China is the first big country to have made a strong comeback, so its rebound will definitely offer a stabilising signal for the world economy," said He Jun, a Beijing-based analyst with the Anbound Consulting research group.

However, He and other analysts cautioned that immediate and direct benefits would be limited to countries that import heavily into China, chiefly resource-rich exporters and neighbouring nations in Asia.

Before the global economic crisis struck, China experienced double-digit annual growth from 2003 to 2007, and again for the first two quarters of last year.

To fight the downturn, the government began implementing a four-trillion-yuan (580-billion-dollar) stimulus package from November last year.

Li described the impact of the package as "remarkable", but he also warned pitfalls lay ahead amid concerns of bubbles in real estate and other key sectors.

"There are many difficulties and challenges existing in the current national economic performance. The base for recovery is still weak. The momentum for picking up is unstable," he said.

Li''s cautious attitude appeared to infect China''s stock market as shares closed down 0.15 percent on Thursday amid concerns over the economy in the second half year, dealers said.

The Shanghai Composite Index, which covers A and B shares, was down 4.81 points to 3,183.74 on turnover of 218.4 billion yuan.

Economists also warned that China''s rebound was unbalanced, with the export sector still struggling while massive bank lending had fuelled the potential for asset price bubbles and inflation.

"Although private sector investment has picked up, growth still relies heavily on the central government?s expansionary policies," said Lu Zhengwei, a Shanghai-based economist with the Industrial Bank.

Nevertheless, Lu and other analysts said China''s economy would likely grow by around 8.0 percent in 2009, in line with the government''s target.

The figure is generally seen as the minimum growth needed to create enough jobs and prevent major social unrest in the nation of 1.3 billion people.

China''s exports dropped 21.4 percent year-on-year in June, the government said last week, the eighth straight monthly decline.

However, industrial output, which illustrates activity in the nation''s millions of factories and workshops, expanded by 9.1 percent in the second quarter of 2009 from a year earlier, the bureau said.

In June, industrial output increased by 10.7 percent, and by 7.0 percent for the first half of 2009.

China''s urban fixed asset investments, a measure of government spending on infrastructure, rose 33.6 percent in the first half of 2009 compared with the same period a year earlier, the statistics bureau said.

Investments in urban fixed assets increased by 35.3 percent in June year-on-year, according to the bureau.

And the consumer price index, the main gauge of inflation, fell 1.7 percent in June compared with the same month a year earlier, a further decline from May''s drop of 1.4 percent, the bureau said.


คำถาม: Foreign investment to keep falling: Amata!!!!!!
รายละเอียด: Foreign investment to keep falling: Amata
By SOMLUCK SRIMALEE
THE NATION
Published on July 17, 2009




Amata believes foreign investment will continue to decline the rest of the year, based on its selling barely 50 rai of land in its industrial estates in the first half.

CEO Viboon Kromadit yesterday said the company sold less than 1 rai in the second quarter, following 49.75 rai in the first quarter. That is much lower than its average quarterly sales of 200 rai last year.

This will force this year''s sales to be a fraction of last year''s, he said.

The company earned Bt1.19 billion on sales of Bt4.06 billion last year but only Bt67.12 million on sales of Bt587.1 million in this year''s first quarter.

The biggest problem is the local political uncertainty, which makes customers delay their |decisions to build a plant in Thailand.

Most of them have shifted their sights from Thailand to Vietnam, so Amata''s industrial estate in that country continues to generate rental-income growth of 5-10 per cent.

However, its business in Vietnam contributes only 10 per cent of company revenue, because sites there are offered as long leases. In Thailand, most of the land is sold to investors.

The company now has 10,000 rai of land for sale in two industrial estates in Thailand.

"Earlier, we expected to sell them within five years, from 2007-11. But now we believe that may extend past our forecast, because most investors have put their project plans on hold, due to both the global recession and Thailand''s political uncertainty," he said.


///////////////////////////

กลุ่มนิคมยังไม่ฟื้นจริงๆครับ ระวังกันด้วย

หน้าที่ : 1      มีทั้งหมด 1 หน้า