หน้าหลัก > ชุมชนนักลงทุน > เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ด : ห้องนักลงทุน | ห้อง TFEX | ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ | สมาชิกพิเศษ
 

กระทู้ถาม ข้อความ
โดยคุณ
รวยหุ้นสูตรเสี่ยวิลลี่..วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา$$$$$$$$$$$$$$

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน
วันที่ 5 สิงหาคม 2552 12:07รวยหุ้นสูตรเสี่ยวิลลี่..วิรัตน์ อุดมสินวัฒนาโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เต่าชนะกระต่ายเพราะ"สม่ำเสมอ-อดทน" กระต่ายแพ้เพราะ"มั่นใจ-ประมาท" ถ้าสูตรรวยหุ้นแม่นยำเหมือนในตำราคงไม่มี เสี่ยวิลลี่ "เซียนหุ้นนอกตำรา"
สูตรรวยหุ้นของ "เสี่ยวิลลี่" วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา การเลือกหุ้นมีความยากระดับหนึ่ง การรู้จักจังหวะเข้า-ออกก็ยากขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ยากที่สุดหาใช่สูตรที่เป็น "รูปธรรม" แต่เป็นเรื่องของความเชื่อที่ว่า ก้อนกรวดสักวันจะกลายเป็นทองคำ...หุ้นที่ไร้อนาคตคือหุ้นที่สร้างอนาคต

ความเสี่ยงที่แฝงไว้ในความเชื่อที่น้อยคนจะเชื่อกลับกลายเป็นหุ้นที่สร้างความร่ำรวยให้กับวิรัตน์ นักลงทุนมักเรียกหุ้นพวกนี้ว่า "หุ้นเน่า-หุ้นขายฝัน" แต่หุ้นเหล่านี้มักถูก "สร้างราคา" จนน่าอัศจรรย์ใจในเวลาต่อมา

สำหรับหุ้นพวกนี้วิรัตน์เรียกมันสวยหรูว่า "หุ้นเทิร์นอะราวด์" ซื้อตอนถูกๆ ไม่มีใครเห็นคุณค่า และรอขายตอนแพงๆ ตอนที่แมลงวันมารุมตอม

หุ้นตัวล่าสุดที่ทำเงินให้เสี่ยวิลลี่เป็นกอบเป็นกำคือหุ้น ดราก้อน วัน (D1) ของ "เสี่ยจี้" จเรรัฐ ปิงคลาศัย ในบัญชีผู้ถือหุ้นเขามีอยู่ถึง 61.50 ล้านหุ้นมากเป็นอันดับที่สอง (ปัจจุบันขายไปแล้วบางส่วน) ขณะที่หุ้นตัวที่สร้างชื่อเสียงให้กับวิรัตน์คือหุ้น เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) ตั้งแต่สมัยยังเป็น ทราฟฟิกคอร์นเนอร์ โฮลดิ้งส์ (TRAF) ครั้งนั้นวิรัตน์ได้กำไรไปอย่างอื้อซ่า! (เริ่มซื้อแถวๆ 1.80 บาท ก่อนจะถูกกระชากขึ้นไปทำนิวไฮ 21.90 บาท)

"เสี่ยวิลลี่" ในตลาดหุ้นวัย 46 ปีรายนี้ มีชื่อเล่นจริงๆ ว่า "เฮียแป๊ะ" เป็นทายาทคนโต "รุ่นที่สาม" ของห้างหุ้นส่วนจำกัด โอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม พื้นฐานครอบครัวอุดมสินวัฒนาทำธุรกิจค้าสเตนเลสมายาวนานนับ "ครึ่งศตวรรษ" ปัจจุบันเป็นผู้ค้าสเตนเลสรายใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

วิรัตน์จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาไฟฟ้ากำลัง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจบโทบัญชีจุฬาฯ หลังจากคลุกคลีกับธุรกิจค้าสเตนเลสของตระกูลโดยรับผิดชอบด้านการเงิน ทำให้วิรัตน์เริ่มเห็นช่องทางเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ในฐานะผู้บริหาร "พอร์ตกงสี" และในฐานะ "ตั๊วเฮีย" ของน้องๆ อีก 2 คน คือ สมศักดิ์ และ วิเศษ อุดมสินวัฒนา

เมื่อต้นปี 2551 วิรัตน์เคยเล่าให้ฟังว่า พอร์ตหุ้นกงสีที่ดูแลมีมูลค่าประมาณ 500-800 ล้านบาท ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ลงทุนในหุ้นประมาณ 10-15 บริษัท ผ่านโบรกเกอร์คู่ใจ 3 แห่งหลัก ได้แก่ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บล.ธนชาต และ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

ประธานกรรมการบริษัท บ็อกซ์ แอสเซ็ท จำกัด เจ้าของโครงการ Box Zone @ Ratchada บริหารพื้นที่หลังห้างเอสพลานาด รัชดาฯ เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า หลังผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำรอบนี้ทำให้แนวคิดการลงทุนเปลี่ยนไปมาก เพราะช่วงที่มีปัญหาการเมืองและวิกฤติซับไพร์มจะใช้กลยุทธ์ "เข้าเร็ว-ออกเร็ว" ถือหุ้น 1 ตัวไม่เกิน 1 เดือน มีกำไร 10-15% ก็ขาย

"วันนี้ผมเปลี่ยนแนวมาเน้นลงทุนยาวตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี และเชื่อว่าตั้งแต่ปีหน้า (2553) เป็นต้นไปทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เล่นหุ้นตอนนี้ต้องถือคติอดเปรี้ยวไว้กินหวานดีที่สุด"

วิรัตน์กล่าวถึงสูตรการลงทุนที่แตกต่างจากนักลงทุนทั่วไปและเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จมาตลอดแม้บางครั้งต้องใช้เวลาในการถือหุ้นค่อนข้างนานก็ตาม

"ผมชอบทำอะไรสวนทางคนอื่น (แนวคิด Contrarian คือการลงทุนแบบสวนกระแส) อธิบายง่ายๆ คือ กล้าซื้อในขณะที่คนอื่นขาย และกล้าขายในตอนที่คนอื่น(แห่)ซื้อ เห็นได้จากหุ้น D1 วันนั้นแทบไม่มีใครสนใจคำพูดของ ?พี่จี้? (จเรรัฐ ปิงคลาศัย) จริงอยู่ผู้ชายคนนี้ชอบขายฝันพูดอะไรต้องเอา 10 หาร แต่อย่างน้อยเขาไม่มีทางทำให้ตัวเองเสียหน้าและเขาไม่มีทางโกยกำไรแบบ ?จุ๋มจิ๋ม? ผมเกาะขบวนไปกับเขาผลสุดท้ายได้กำไรหุ้น D1 มหาศาลเลย"

บทสัมภาษณ์ครั้งก่อน วิรัตน์อธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองไว้ว่า ปกติจะไม่ได้เทรดหุ้นทุกวัน แต่จะเก็บเป็นจังหวะ เล่นเป็นช่วงๆ ช่วงที่ทยอยสะสมก็จะ "ซื้อเก็บ" อย่างเดียวและชอบหุ้น High Risk...High Return โดยเฉพาะ "หุ้นเทิร์นอะราวด์" เพราะผลตอบแทนขาขึ้นมีโอกาสได้ Upside Gain มหาศาล สมมติเราตั้งงบประมาณซื้อหุ้นตัวนี้ไว้ 20 ล้านบาท โอกาสขาดทุนก็แค่ "ศูนย์" แต่ขาขึ้นมันไม่มีลิมิต

การลงทุนในลักษณะนี้ ในมุมมองของ วิรัตน์ เขาให้ทัศนะว่า...

"ผมมองต่างมุมว่า หุ้น TRAF (ปัจจุบันคือ MPIC) นี่แหละ คือ การตกปลาใน "บลูโอเชี่ยน" สำหรับหุ้นประเภทนี้ มีโอกาสเทิร์นอะราวด์สูง มันขึ้นกับว่าใครตาถึงและใครดวงดี คุณต้องมี 2 อย่าง (ถึงจะสำเร็จ) นั่นคือ เก่งกับเฮง"

สำหรับวันนี้ เฮียแป๊ะ บอกว่า จะขอโฟกัสหุ้นในมือแค่ 5-6 ตัว ได้แก่ ดราก้อน วัน (D1) เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) วโรปกรณ์ (VARO) ไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (TCC) และไทยง้วนเมทัล (TYM) โดยหุ้น D1 จะเป็นตัวที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ปัจจุบันได้ทยอยขายออกไปบ้างเหลือหุ้นในมือ 4.48% หลังจากกลุ่มเตชะอุบลเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่และราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

?ผมลงทุนหุ้น D1 ก็รูปแบบเดียวกับหุ้น MPIC ช่วงแรกๆ ตัวหุ้นไม่ได้น่าสนใจอะไรแต่พอมีชื่อตระกูลพูลวรลักษณ์ และเตชะอุบลเข้ามาลงทุนหุ้น 2 ตัวนี้ก็น่าสนใจขึ้นมาทันที ถ้าหุ้น D1 ลงมาแถวๆ 0.50 บาทก็จะเข้าไปเก็บเพิ่ม (ปัจจุบันอยู่ที่ 0.73 บาทขึ้นมาจาก 0.11-0.12 บาท)"
ทายาทรุ่นที่สาม หจก.โอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม บอกอีกว่า ถึงจะเก็บหุ้น D1 เพิ่มก็จะไม่ขอเป็นกรรมการบริษัทและจะถือหุ้นตัวนี้ต่อไป เพราะมองว่าธุรกิจมีอนาคต ที่ทยอยขายออกมาบางส่วนเพราะต้องการนำเงินไปลงทุนหุ้นตัวอื่น ตอนนี้เล็งๆ หุ้นกลุ่มก่อสร้างรายใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง และหุ้นก่อสร้างอีกตัวที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ทนหรือไม่ทน แต่โครงการก่อสร้าง (ตามแผนไทยเข้มแข็ง 2555) ก็ต้องเดินหน้าต่อไป หุ้นกลุ่มก่อสร้าง "มาแน่นอน" (รีบเก็บตอนนี้ราคายังถูก)

สำหรับหุ้นเวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (ของ ประชา มาลีนนท์) ปัจจุบันถืออยู่ 5.83% เฉลี่ยต้นทุนราวๆ 10 บาทต่อหุ้น (ราคาตลาด 13.60 บาท) เท่าที่รู้กลุ่มมาลีนนท์กำลังวางโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดคาดว่าไม่นานคงมีข่าวดี

"ส่วนตัววโรปกรณ์ (VARO) ผู้นำเข้าอะลูมิเนียมแท่งก็เป็นอีกตัวที่ผมจะลงทุนต่อไป ตัวนี้ลงทุนมานาน 10 ปี (ลงทุนทั้ง 3 พี่น้อง) เหตุผลที่ชอบเป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะ ที่สำคัญธุรกิจอะลูมิเนียมจะเป็นเครื่องชี้วัดอุตสาหกรรมโลหะได้เป็นอย่างดี และยังสอดคล้องกับธุรกิจหลักของครอบครัว"

วิรัตน์อธิบายถึงหุ้นไทย แคปปิตอล คอร์ปอเรชั่น (TCC) ตัวนี้อาจจะเป็น "เพชรในตม" อีกตัวหลังบริษัทเปลี่ยนมาทำธุรกิจถ่านหินและให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือ หุ้นตัวนี้ถือลงทุนมา 1 ปีแล้ว ปัจจุบันเหลือหุ้นประมาณ 1% มีต้นทุน 0.80-2 บาท

สำหรับตัวไทยง้วนเมทัล (TYM) วันนี้มีอยู่ 0.77% คาดว่าจะถือลงทุนต่อไปหรืออาจซื้อเพิ่มเติม เพราะได้ยินมาว่ากลุ่มจิระพงษ์ตระกูลเขาสนใจจะลงทุนทำโรงงานเอทานอล ถ้าอดใจรออีกนิดคิดว่าได้กำไรแน่นอน นอกจากนี้ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลค้าสเตนเลสเก่าแก่ ยังบอกอีกว่า สนใจลงทุนด้านอื่นๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันได้เช่าพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร เพื่อทำโครงการ Box Zone @ Ratchada หลังโรงภาพยนตร์เอสพลานาด เดิมตั้งใจจะทำเป็นชอปปิงโซนเหมือนที่เมเจอร์ฯ รัชโยธิน แต่ไม่เวิร์ค เพราะทำเลไม่โดนใจวัยรุ่น

"ผมเลยตัดสินใจแบ่งพื้น 1,000 ตารางเมตร มาทำร้านอาหารสูตรไทยโบราณ และห้องคาราโอเกะภายใต้ชื่อ ?นครคารา? ลงทุน 20 ล้านบาท เปิดมาแล้ว 2-3 เดือน เสียงตอบรับค่อนข้างดี ส่วนพื้นที่อีก 2,000 ตารางเมตร จะแบ่งให้เช่าทำสปาหรือผับ คาดว่าจะเริ่มในปีหน้า"

นอกจากนั้น เมื่อปีกว่าที่ผ่านมาได้เทคโอเวอร์โครงการบ้านเดี่ยวที่พัทยามาบริหาร จำนวน 30 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท ลงทุนเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท ตอนนี้ขายได้แล้ว 2-3 ยูนิต ราคาขายหลังละ 8-12 ล้านบาท โอนให้ลูกค้าแล้ว 1 ยูนิต

"ปีนี้ ผมคงไม่หวังยอดขาย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยโครงการนี้ลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ คาดว่าจะเริ่มรุกการขายอย่างจริงจังตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป"

นอกจากนี้ ได้ลงทุนซื้อที่ดินเปล่าบนเขาใกล้วัดฉลอง (วัดหลวงพ่อแช่ม) ที่จังหวัดภูเก็ต พื้นที่ 40 ไร่ และที่เชียงใหม่ ติดแม่น้ำปิงอีก 30 ไร่ คาดว่าจะนำที่ดินจังหวัดภูเก็ตไปทำโครงการกึ่งรีสอร์ทระดับ 4-5 ดาว มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่ดินที่เชียงใหม่ อาจทำเป็นรีสอร์ท 6 ดาว โครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะทำร่วมกับพันธมิตร อาจเริ่มลงมือทำในปีหน้า

วิรัตน์ แจกแจงให้ฟังว่า มูลค่าการลงทุนของตระกูลอุดมสินวัฒนาทั้งในส่วนของหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนหุ้นประมาณ 500 ล้านบาท ที่เหลือเป็นในส่วนของอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเปล่า

?ปีนี้ ผมมองว่ายังไม่เหมาะที่จะควักเงินลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่ผ่านจุดต่ำสุด แต่ระหว่างนี้ได้เตรียมแนวทางไว้หมดแล้ว วันที่มั่นใจว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจริงๆ ก็จะเริ่มเดินหน้าทันที"

วิรัตน์มีหลักยึดเรื่องการลงทุนไว้เสมอว่า...จะไม่ลงทุนอะไรที่เกินตัว และลงทุนในสิ่งที่ไม่คุ้มค่า เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติให้สืบต่อไปในฐานะผู้นำรุ่นที่สามของห้างโอ้วเฮียบเซ่งเชียงโงวกิม
เขียนเมื่อ : 6 Aug 2009 13:42:15     58.64.91.xxx

 


ความคิดเห็นที่ 1
เขียนเมื่อ : 6 Aug 2009 13:53:01     58.64.91.xxx
โดยคุณ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2450 06 ส.ค. - 08 ส.ค. 2552






สศอ.ย้ำความเชื่อมั่นภาคอุตฯ ไตรมาส 4 วิ่งแตะแดนบวก
สศอ. มั่นใจภาวะอุตสาหกรรมเริ่มสดใส คาดไตรมาส 4 ดัชนีอุตสาหกรรมกลับมาเป็นบวกแน่นอน เหตุเศรษฐกิจโลกฟื้นและแผนกระตุ้นของรัฐบาลเห็นผล แต่ยังห่วงปัจจัยลบการเมือง-ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่-ราคาน้ำมัน แนะใช้ "ต้นกล้าอาชีพ" หนุนปรับปรุงผลิตภาพต่อเนื่อง รักษาเสถียรภาพค่าเงิน ปล่อยสินเชื่อเพิ่ม


นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 พบว่า ภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมกราคม 2552 โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ติดลบถึง -22% ในไตรมาส 1/2552 ได้ขยับมาอยู่ที่ระดับ -10.7% ในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มว่าในไตรมาสที่ 3 นี้จะติดลบน้อยลงมาอยู่ที่ -5% จนกระทั่งเป็นบวกที่ระดับ 3.7% ในไตรมาส 4 นี้ ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งปีจะติดลบประมาณ -8 ถึง -10% ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อตอนต้นปีว่าจะติดลบ -10 ถึง -15% ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของในปี 2551 ที่มีดัชนีผลผลิตโดยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.9%


ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตนั้นมีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน จากไตรมาส 1/2552 ที่อยู่ระดับ 52.15% ในไตรมาส 2 ได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 54% และคาดว่าในไตรมาส 3-4 จะมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 56-61.5% ตามลำดับ เฉลี่ยอัตราการใช้กำลังการผลิตในปี 2552 ทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 56% ต่ำกว่าปี 2551 ซึ่งมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 62.62% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปรับตัวได้ดีในช่วงนี้ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เคมีภัณฑ์ ยา อาหาร อุตสาหกรรมที่ปรับตัวได้ในระดับปานกลาง คือยังอยู่ในแดนลบแต่มีทิศทางดีขึ้น ได้แก่ สิ่งทอต้นน้ำ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง ปูนซีเมนต์ พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า กระดาษ ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะปรับตัวในทิศทางใด เช่น เครื่องนุ่งห่ม เหล็กและเหล็กกล้า ปิโตรเคมี เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก รองเท้าและเครื่องหนัง อัญมณี เป็นต้น


"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวในทางที่ดีขึ้นมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทำให้มีออร์เดอร์กลับเข้ามา หลังจากอั้นไปในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เริ่มเห็นผล และช่วยรักษาดีมานด์ในประเทศไม่ให้ลดลงในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค"


อย่างไรก็ตาม ทิศทางของภาคอุตสาหกรรมไทย กราฟจะเป็นรูปตัววี (V) ที่มีลักษณะเป็นขาขึ้นแต่อาจตวัดปลายเล็กน้อย เพราะยังมีความหวั่นไหวจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ประกอบกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ยังอึมครึมกระทบต่อการท่องเที่ยว แม้จะส่งผลในทางบวกแก่อุตสาหกรรมยา อาหารเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์ป้องกันก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการเมืองในประเทศแถบตะวันออกกลาง


ในส่วนนี้ สศอ. มีข้อเสนอแนะว่า 1.เรื่องการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ยังเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญต่อไป และโครงการต้นกล้าอาชีพ ควรพิจารณาเรื่องการเพิ่มทักษะให้แรงงานในโรงงานเพิ่มขึ้น 2.ต้องมีการดูลค่าเงินให้มีเสถียรภาพ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีช่องทางในการแข่งขันมากขึ้น 3.สถาบันการเงินควรมีความมั่นใจและเข้ามามีบทบาทเติมเต็มให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบและผลิตสินค้าป้อนออร์เดอร์ที่เข้ามาได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องมีการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมในสินค้าด้วย


ขณะที่ ดร.สมชาย หาญหิรัญ รองผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มตลาดขณะนี้พบว่าทั้งตลาดในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเริ่มกลับมาเป็นบวกเมื่อเทียบตัวเลขเดือนต่อเดือน แม้จะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ผ่านมาแต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยยังมองไม่เห็นปัจจัยลบที่จะทำให้ออร์เดอร์สินค้ากลับตกต่ำลงอีกและฉุดให้การเติบโตภาคอุตสาหกรรมเป็นกราฟในลักษณะตัวดับเบิลยู (W) คือดีขึ้นและตกต่ำลงอีกอย่างรวดเร็ว หรือเป็นออร์เดอร์ลวงตามที่เอกชนบางรายกังวล เพราะออร์เดอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เท่าที่สังเกตเป็นทั้งออร์เดอร์ที่ทดแทนสต๊อกสินค้าที่ร่อยหรอลงและเป็นออร์เดอร์ที่ตอบสนองความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้น

ความคิดเห็นที่ 2
เขียนเมื่อ : 6 Aug 2009 13:54:30     58.64.91.xxx
โดยคุณ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2450 06 ส.ค. - 08 ส.ค. 2552





ดูขยายใหญ่



ถ่านหินราคาดีต่อเนื่องสวนศก. บ้านปูเร่งกำลังผลิตปีหน้าเพิ่มอีก1.5-2.5ล้านตัน
บ้านปู ยันถ่านหินหมดยุคราคาต่ำสุด ตลาดโลกยังต้องการสูงใช้ผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะจีน และอินเดีย เศรษฐกิจโต ส่งผลปีหน้าเร่งผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1.5-2.5 ล้านตัน ขณะที่การทบทวนแผนลงทุน 5 ปี ได้ข้อสรุปสิ้นไตรมาส 3 นี้ โดยจะพุ่งเป้าลงทุนไปอินโดนีเซียและออสเตรเลียแทน


นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน)(บมจ.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์ถ่านหินว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ไม่ได้ส่งผลต่อราคาถ่านหินมากนัก จะเห็นได้จากราคาถ่านหินในช่วงครึ่งปีหลังยังอยู่ในระดับ 76-80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งได้พ้นช่วงราคาต่ำสุดมาแล้วที่ระดับกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน


ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ถ่านหินของโลกยังสูงอยู่ ที่ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ในโรงไฟฟ้า เพื่อลดการผันแปรของต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคเอเชียอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน เห็นได้จากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การผลิตไฟฟ้าเริ่มสูงขึ้น หลังจากช่วงต้นปีตกมาหลายเดือน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนมีการเติบโตประมาณ 7-8 % ขณะที่ความต้องการถ่านหินในอินเดียมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น โรงไฟฟ้าถ่านหินในมาเลเซียใกล้จะแล้วเสร็จ จึงทำให้ราคาถ่านหินจากที่เคยลงไปถึงระดับกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน กลับขึ้นมาอยู่ในระดับราคาที่แข็งแรง และคิดว่าจะไม่ลงกลับไปต่ำอีก


จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ จึงทำให้บมจ.บ้านปู พยายามที่เร่งพัฒนาเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ให้มีการผลิตมากขึ้น โดยในปีหน้าตั้งเป้าจะผลิตให้ได้ 22-23 ล้านตัน จากที่ปีนี้ตั้งเป้าการผลิตที่ 20.5 ล้านตัน และได้ทำราคาซื้อขายไปแล้ว 90 % ในระดับราคาเฉลี่ย 72 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และเหลือเพียงไม่ถึง 10 % ที่อยู่ระหว่างการกำหนดราคาอยู่ ที่จะเป็นไปตามราคาของตลาด


ขณะเดียวกันบมจ.บ้านปู ได้เริ่มทำราคาซื้อขายถ่านหินในปีหน้าแล้วประมาณ 30 % จากที่ตั้งเป้าการผลิตไว้ และคาดว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้น่าจะทำราคาซื้อขายได้อีก 30 % ซึ่งจะช่วยให้มีความมั่นใจได้ว่าราคาถ่านหินที่ซื้อขายออกไปนั้นจะราคาค่อนข้างดี


นายชนินท์ กล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้นั้น ในอินโดนีเซียจะเร่งดำเนินการขยายท่าเรือบอนตังในการเพิ่มศักยภาพขนถ่ายถ่านหินจาก 12.5 ล้านตันต่อปี เป็น 18.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ รวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 14 เมกะวัตต์ จะเสร็จเช่นกัน ส่วนการพัฒนาเหมืองใต้ดินอินโดมินโค ที่ได้ทดสอบดำเนินการมาแล้ว 2 ปี และยังทำต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีนี้จะทำให้ทราบผลว่าจะสามารถต่อเนื่องในปริมาณ 1 ล้านตันต่อปีได้หรือไม่ ขณะที่เหมืองบารินโต อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตถ่านหินได้ประมาณปลายปี 2553 ที่ปริมาณ 4 ล้านตันต่อปี


ส่วนการดำเนินงานในเหมืองเกาเหอในจีนนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา ที่คาดว่าจะเริ่มผลิตได้กลางปีหน้า ด้วยปริมาณ 6 ล้านตันต่อปี ซึ่งหากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายจะทำให้การผลิตถ่านหิน


ของบมจ.บ้านปูเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 22-23 ล้านตันต่อปีได้


สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 5 ปีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนใหม่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ซึ่งคาดว่าเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 จะทราบได้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนเท่าใด และจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจใดหรือประเทศใดเพิ่มขึ้นบ้าง


อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการลงทุนในจีนนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาเพิ่งได้มีการลงทุนไป 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นในระยะอันนี้ คงจะไม่มีการลงทุนเพิ่มสำหรับโครงการใหม่ แต่จะไปเน้นประเทศอินโดนีเซีย ที่จะขยายเหมืองเพิ่มเติมได้หรือไม่ รวมถึงการศึกษาลู่ทางการลงทุนในประเทศออสเตรเลีย ที่ขณะนี้กำลังดูโอกาสว่าจะเข้าไปซื้อเหมืองได้อย่างไร


ส่วนผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 2 นั้น คาดกำไรคงจะไม่เท่ากับช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,798 ล้านบาท เนื่องจากราคาถ่านหินได้ปรับตัวลดลงมากบ้าง แต่ครึ่งปีแรกผลประกอบการน่าจะดีกว่าครึ่งปีหลัง เนื่องจากได้มีการทำราคาขายไปแล้ว

ความคิดเห็นที่ 3
เขียนเมื่อ : 6 Aug 2009 23:23:16     125.24.218.xxx
โดยคุณ
thank kaa

ความคิดเห็นที่ 4
เขียนเมื่อ : 8 Aug 2009 21:00:36     58.136.94.xxx
โดยคุณ
ขำ ก้อนกรวดสักวันนึงจะกลายเป็นทองคำ

1000 คน จะมี สัก 1 คน ที่ร่ำรวยด้วยวิธีนี้

แต่ 999 คน ไม่มีวันผุดวันเกิด เงินที่มีมาก็หายหมด เพราะไปเสี่ยงกับหุ้นไร้อนาคต ด้วยความหวังว่าจะสร้างอนาคต

ความคิดเห็นที่ 5
เขียนเมื่อ : 9 Aug 2009 02:38:21     58.9.169.xxx
โดยคุณ
ขอบคุณครับพี่ซา