หน้าหลัก > ชุมชนนักลงทุน > เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ด : ห้องนักลงทุน | ห้อง TFEX | ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ | สมาชิกพิเศษ
 

กระทู้ถาม ข้อความ
โดยคุณ
?แม่ลูกจันทร์ ไทยรัฐ?เซงโครต ?กรณ์? ไม่รับประกัน รัฐบาล ?กู้?เงินมาแล้วจะไม่?โกง? คาดเงินรั่วไหลขั้

?แม่ลูกจันทร์ ไทยรัฐ?เซงโครต ?กรณ์? ไม่รับประกัน รัฐบาล ?กู้?เงินมาแล้วจะไม่?โกง? คาดเงินรั่วไหลขั้นต่ำกว่า?หมื่นล้าน?!

?ไม่รับประกัน?


หลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2553 ได้รับไฟเขียวจากวุฒิสภาอย่างสะดวกโยธิน

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะใช้เงิน 1.7 ล้านล้านบาท ได้ อย่างสมบูรณ์

เพียงแต่ต้องรอให้ถึงวันที่ 1 ตุลาคมซะก่อน รัฐบาลจึงจะรูดปื๊ด รูดปื๊ดเอาเงินออกมาใช้ได้ตามกติกา

อย่างไรก็ตาม...งบประมาณรายจ่ายประจำปี 1.7 ล้านล้านบาท 88 เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายประจำ

เหลือเม็ดเงินที่จะใช้ลงทุนจริงๆ แค่ 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

แต่อย่าห่วงว่ารัฐบาลจะไม่มีเงินอัดฉีดนโยบายอภิมหาประชานิยม

เพราะ นายกฯอภิสิทธิ์ ยังมีเงินกู้นอกงบประมาณอีกสี่แสนล้านบาทอยู่ในมือเพื่ออัดฉีดโครงการไทยเข้มแข็ง 5,000 โครงการ

เท่ากับวันนี้ "อภิสิทธิ์" มีทั้งเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีทั้งเงินกู้นอกงบประมาณ พร้อมที่จะลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที

แต่ "เค้กก้อนใหญ่" ที่เสือสิงห์กระทิงแรดจ้องตาเป็นมัน...

คืองบไทยเข้มแข็งลอตแรก สี่แสนล้านบาท นี่แหละโยม

ที่น่าสนใจ เพราะเป็นเงินกู้นอกงบประมาณ รัฐบาลสามารถเอาไปใช้จ่ายได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ต้องเสนอโครงการขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

แถมยังโยกงบ เพิ่มงบได้ตามอำเภอใจ

ด้วยเงื่อนไขพิเศษใส่ไข่อย่างนี้เอง อาจกลายเป็น "ช่องโหว่" ที่จะเกิดการรั่วไหลอย่างมโหฬาร

เพราะ "เงินหลวง" กับ "การทุจริต" เป็นของคู่กันเหมือนน้ำพริกคู่ปลาทู

ยิ่งเป็นเงินกู้นอกระบบงบประมาณ...ก็ยิ่งแซบอีหลีทวีคูณ

"แม่ลูกจันทร์" มองโลกแง่ร้ายไว้ก่อนว่าโครงการเงินกู้ไทยเข้มแข็งจะเกิดการรั่วไหล อย่างแน่นอน!!

เพราะโครงการลงทุนที่ใช้งบประมาณปกติ มีระบบตรวจสอบละเอียดยิบทุกขั้นตอนยังฟาดเก๋าเจี๊ยะกันระเบิดเถิดเทิง

แต่นี่เป็นเงินกู้นอกงบประมาณจะหามาตรการป้องกันอย่างไรไม่ให้เงินลงทุนโครง การไทยเข้มแข็งไปสร้างความเข้มแข็งในกระเป๋านักการเมือง??

คำถามนี้ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาล

แม้แต่ "กรณ์ จาติกวณิช" รมว.คลัง ผู้รับผิดชอบโครงการไทยเข้มแข็งครบวงจร ยังยอมรับว่าไม่สามารถป้องกันการรั่วไหลได้ 100 เปอร์เซ็นต์

แสดงว่ารัฐบาลก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะไม่มีทุจริตโกงกิน

ประเด็นสำคัญคือโครงการไทยเข้มแข็งซึ่งจะใช้เงินลงทุนถึง 1.4 ล้านล้านบาท

ถือเป็นการลงทุนภาครัฐสูงสุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

เมื่อมีเงินลงทุนก้อนใหญ่ การรั่วไหลก็ต้องมากเป็นธรรมดา

ถ้ารั่วไหลแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับเงินของประชาชนถูกปล้นไปหนึ่งหมื่นสี่พันล้านบาท

ถ้ารั่วไหล 5 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับภาษีประชาชนหายไปเจ็ดหมื่นล้านบาท

ถ้ารั่วไหล 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับเงิน ของชาติถูกงาบไปหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านบาท

อืมม์...ฟังแล้วก็น่าตกใจ

ตกใจ กลัวจะกลายเป็นเรื่องจริง??

ข้อสำคัญ งบลงทุนโครงการไทยเข้มแข็ง ลอตแรก สี่แสนล้านบาท รัฐบาลต้องกู้มาทุกบาททุกสตางค์

ถ้าใช้กันอีลุ่ยฉุยแฉกไม่เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่โฆษณา คนไทยทั้งประเทศก็จะต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

ป.ล. "แม่ลูกจันทร์" มีคำถามที่ถามมาหลายครั้ง แต่ยังไม่มีคำตอบซักที

ถามว่า รัฐบาลวางแผนจะใช้เงินกู้ 1.4 ล้านล้านบาท บวกงบประมาณขาดดุลอีกสามแสนล้านบาท รวมเป็นยอดหนี้ 1.7 ล้านล้านบาทได้ภายในกี่ปี??

ถ้าชอบก่อหนี้...ก็ต้องคิดใช้หนี้ด้วยนะตัวเอง.


แม่ลูกจันทร์
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 11:45:35     112.142.113.xxx

 


ความคิดเห็นที่ 1
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 12:04:07     110.164.113.xxx
โดยคุณ
อ้าว...ใอ้worm tin หางแดง เห็นมาด่าคนอื่นโพสการเมือง

แล้วมาโพสการเมืองทำไมวะ

ความคิดเห็นที่ 2
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 14:43:17     124.157.222.xxx
โดยคุณ
รัฐบาล บรรหาร ฯ

พ.ศ. 2539 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 18%

รัฐบาล ปชป.(พ.ศ. 2540-2543)

พ.ศ. 2540 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 35 %
พ.ศ. 2541 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 42.6 %
พ.ศ. 2542 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 53.9 %
พ.ศ. 2543 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 58.1 %

รัฐบาล ทรท.(พ.ศ. 2544-2551)

พ.ศ. 2544 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 57.16%
พ.ศ. 2545 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 54.04 %
พ.ศ. 2546 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 49.41 %
พ.ศ. 2547 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 47.54 %
พ.ศ. 2548 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 41.7 %
พ.ศ. 2549
พ.ศ. 2550
พ.ศ. 2551 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 37%

รัฐบาล ปชป.(พ.ศ. 2552)

พ.ศ. 2552 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP 45.35%
(ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 มีจำนวน 3,984,377 ล้านบาท ประมาณ 118,936 ล้านดอลลาร์สหรัฐ - ที่อัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.5 บาท )
พ.ศ. 2553 ร้อยละ หนี้สาธารณะของGDP

ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุด ณ วันที่ 6 มีนาคม 2552 ว่า อยู่ที่ระดับ 112,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งนี้จะมีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงไหมครับ ถ้ารัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก ???

ความคิดเห็นที่ 3
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 15:14:59     161.200.255.xxx
โดยคุณ
เปิดคำตีความ คณะ กก.กฤษฎีกา"ถอดยศแม้ว"

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 28 ตุลาคม 2552 00:35 น.



ตามรายละเอียดดังนี้ ความเห็นทางกฎหมาย ปี พ.ศ. 2552 เรื่องเสร็จที่ 692/2552 บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง แนวทางการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ ตช 0039/0331 ลงวันที่ 4 กันยายน 2552 หารือข้อกฎหมายมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีดังต่อไปนี้

1. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2552 มาตรา 100(1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี โดยพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

และยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า ความผิดตามคำพิพากษานี้ เป็นความผิดที่เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเท่านั้น และการดำเนินคดีดังกล่าวแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาและองค์กรศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะมีเจตนารมณ์ของการกำหนดโทษแตกต่างไปจากข้าราชการตำรวจหรือผู้ที่เคยเป็นข้าราชการตำรวจถูกจำคุก อันเนื่องมาจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาและถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยทั่วไป ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยนำมาเป็นเหตุพิจารณาดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดออกจากยศตำรวจตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

โดยขอหารือว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความผิดตามมาตรา 100(1) วรรคสาม และพิพากษาให้รับโทษจำคุกตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ถือเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 หรือไม่

2. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เคยมีหนังสือ ที่ นร 0508/5493 ลงวันที่ 14 กันยายน 2549 ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปในคราวเดียวกันด้วย ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ข้อ 7 กำหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ในข้อ 7(2) ว่า ?เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ?

ซึ่งเป็นเหตุเดียวกับการเสนอขอถอดยศตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ข้อ 1(2) โดยในการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในรายนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าในการเสนอขอเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ควรเสนอเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์เมื่อครั้งรับราชการตำรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอขอไว้เดิมเท่านั้น ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับภายหลังเมื่อพ้นจากการเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วจะอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2 ) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้รับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว มีความเห็นดังนี้

โดยในประเด็นที่หนึ่ง ปัญหาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษาให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความผิดตามมาตรา100(1) วรรคสาม พิพากษาให้รับโทษจำคุกตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จะถือเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 หรือไม่ นั้น

เห็นว่า การเสนอขอถอดยศตำรวจ ทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้ เมื่อมีผู้นั้นต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ตามข้อ 1(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การกำหนดเหตุแห่งการถอดยศ มุ่งหมายถึงผลที่ผู้นั้นได้รับจากคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งหมายถึงสถานะของบุคคล กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี หรือฐานความผิดว่าจะต้องเป็นไปตามกฎหมายใด

ดังนั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าเป็นคำพิพากษาของศาลใด ย่อมอยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อ 1(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

ประเด็นที่สอง การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จะถือเป็นเหตุในการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือไม่ และในกรณีที่สามารถเรียกคืนได้ หน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินการเสนอเพื่อขอให้เรียกคืน

เห็นว่า ในเรื่องนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ได้บัญญัติเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ในข้อ 7(2) ว่า เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากบทบัญญัติดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า การกำหนดเหตุแห่งการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มุ่งหมายกรณีเดียวกันกับเหตุแห่งการถอดยศตำรวจตามข้อ 1(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547

ดังนั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ย่อมอยู่ในเหตุตามข้อ 7(2) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

ส่วนการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

ข้อ 6(3) ให้ดำเนินการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

ข้อ 8(4) ได้กำหนดให้ส่วนราชการต้นสังกัด หรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นเพื่อส่งเรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับเรื่องแล้วหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นสมควร ให้เสนอรายชื่อ พร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

ในกรณีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เฉพาะในส่วนที่มีเอกสารหลักฐานอยู่ก็ได้ และหากมีเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นในส่วนที่ยังขาดอยู่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือส่วนราชการอื่นที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจดำเนินการเพิ่มเติมให้ครบถ้วน แล้วเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป


ความคิดเห็นที่ 4
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 15:16:28     161.200.255.xxx
โดยคุณ
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งหนังสือ ที่ นร 0901/1153 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2552 ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดังนี้

(1) ข้อ 1 การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(2) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
(2) ข้อ 7 เหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังต่อไปนี้
(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต
(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(3) ข้อ 6 ในกรณีที่ปรากฏเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

(4) ข้อ 8 เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดมีกรณีที่ต้องถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้น เพื่อส่งเรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้ว หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควร ให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน ให้ นายกรัฐมนตรีพิจารณา ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อ และชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน ไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป


ความคิดเห็นที่ 5
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 15:23:11     161.200.255.xxx
โดยคุณ
แม่โจ้โพลล์ชี้คนเชียงใหม่ไม่อยากเป็นศูนย์กลางเสื้อแดง
28 ตค. 2552 14:50 น.


รศ.ดร.ศิริพร กิรติการกุล รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและ พยากรณ์ทางการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยผลสำรวจความคิดเห็นชาว เชียงใหม่และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจำนวน 1,106 คน ระหว่างวัน ที่19-26 ต.ค. เกี่ยวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึง ประเด็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีผลกระทบกับภาพลักษณ์ของเมือง ท่องเที่ยว

ผลสำรวจระบุว่าเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำให้คนนิยมมาเที่ยว ร้อยละ 38.6 เห็นว่ามาจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ , ร้อยละ 28.5 เห็น ว่ามีวิถีชีวิตวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิม , ร้อยละ 14.6 เห็นว่ามีสภาพ อากาศที่เย็นสบายในฤดูหนาว ขณะที่ร้อยละ 10.1 เห็นว่ามีวัดและแหล่งท่อง เที่ยวทางประวัติศาสตร์ ส่วนความคิดเห็นต่อการที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของเสื้อแดง ร้อยละ 38.9 ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแสดงออกของบุคคลเพียงกลุ่มเดียว มีเพียงร้อยละ 29.4 ที่เห็นว่าเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี และมีคนนิยมชื่นชอบและอีกร้อยละ 31.7 รู้สึกเฉย ๆ

สำหรับการเป็นศูนย์กลางคนเสื้อแดงจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเชียงใหม่หรือไม่นั้น ผู้ประกอบการและชาวเชียงใหม่ร้อยละ 50.5 เห็นว่า มีผลกระทบเนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่เชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและความ สะดวกในการเดินทาง ขณะที่ร้อยละ 26.8 เห็นว่าไม่กระทบ แต่เป็นผลมาจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ซบเซา และร้อยละ 22.7 ไม่มีความเห็น

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นถึงวิธีการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชียงใหม่ ร้อยละ 42.5 เห็นว่า ควรประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้มากขึ้น , ร้อยละ 25.6 เห็นว่าควรสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้สวยงาม , ร้อยละ 12.7 เห็นว่าควรแก้ไขปัญหาการเมืองและลดความขัดแย้งของคนในสังคม , ร้อยละ 9.7 เห็นว่าควรจัดกิจกรรมดึงดูดการท่องเที่ยว




สงสัยโพลล์นี้ต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามกุข่าวขึ้นมาแน่เลย ต้องฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายสักพันล้าน


ความคิดเห็นที่ 6
เขียนเมื่อ : 28 Oct 2009 17:06:43     118.172.180.xxx
โดยคุณ
แน่ใจนะว่าจะไม่เป็นศูนย์กลางของพวกเสื้อแดง


ความคิดเห็นที่ 7
เขียนเมื่อ : 30 Oct 2009 14:46:49     203.144.217.xxx
โดยคุณ
ชอบชอบ ทั้งซ้าย และขวาเลย