หน้าหลัก > ชุมชนนักลงทุน > เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ด : ห้องนักลงทุน | ห้อง TFEX | ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ | สมาชิกพิเศษ
 

กระทู้ถาม ข้อความ
โดยคุณ
สงสัยเรื่อง ราคาปิดต่อมูลค่าตามบัญชี ครับ

ขอถามเรื่องคำว่า ราคาปิดต่อมูลค่าตามบัญชี ใช่ P/BV หรือป่าวครับ ถ้าใช่ P/BV สูงหรือต่ำจะดีครับ เคยเข้าใจมาว่ายิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะซื้อได้ในราคาที่ถูก แต่ไปเจอข้อมูลอันนี้อะครับ

ถ้าP/BVของบริษัทมากกว่า1 (ราคาหุ้นมีค่ามากกว่ามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น) จะแปลว่า มูลค่าของบริษัทในตลาดหุ้นมีมากกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่จริงเสียอีก ซึ่งส่วนใหญ่P/BVที่มากกว่า1มากๆจะเกิดขึ้นกับบริษัทที่มีผลประกอบการดี กำไรสูง และคนส่วนใหญ่เชื่อว่าจะมีผลงานที่ดีอีกในอนาคต มูลค่าทีคนยอมรับซื้อ-ขายกันในตลาดหุ้นจึงสูงกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่มาก (ตัวอย่าง PTTEP ซึ่งมี ราคาปิดต่อมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 3.22)

ถ้าP/BVของบริษัทต่ำกว่า1 (ราคาหุ้นมีค่าต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น) จะหมายความว่า มูลค่าของบริษัทนั้นๆในตลาดหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่จริง ซึงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับบริษัททีมีผลประกอบการไม่ดี ขาดทุน และคนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นในอนาคต มูลค่าที่คนยอมรับซื้อ-ขายกันในตลาดหุ้นจึงต่ำกว่าสินทรัพย์ที่บริษัทมี (ตัวอย่าง RCL ซึ่งมี ราคาปิดต่อมูลค่าตามบัญชีเท่ากับ 0.61)

เลยเกิดความสงสัยครับ
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 13:26:18     110.168.140.xxx

 


ความคิดเห็นที่ 1
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 14:02:23     117.47.131.xxx
โดยคุณ
p/e p/bv roe ล้วนมีความสัมพันธ์กันครับ.....ลองศึกษาตามนี้

http://thai-value-investor.blogspot.com/2007/07/pe-pbv-roe.html

(เป็น blog ของคุณ yoyo )

ความคิดเห็นที่ 2
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 14:29:28     124.120.157.xxx
โดยคุณ
มูลค่าตามบัญชีมันก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทรัพย์สิน-หนี้สิน)

ทีนี้มันจำเป็นรึเปล่าว่าบริษัทที่ดีต้อง PBV สูง ไม่เสมอไปนะครับ

หุ้นพื้นฐานแย่หลายตัวก็ตกอยู่ในสถานะที่ PBV สูง เพราะมูลค่าทรัพย์สินลดต่อเนื่องจากการขาดทุน

บริษัทผลประกอบการดีหรือไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องปันผลดี
มันอยู่ที่ราคาตลาด หรือ Market Cap

ลองเอา CPALL มาเอาปันผลปัจจุบัน คูณ PBV ดูสิครับ

ปันผลไม่ได้จ่ายเป็น % ของราคาหุ้น แต่จ่ายเป็น บาท/ หุ้น

ฉะนั้นถ้าซื้อที่ราคา 10 บาท ปันผล 2 บาท กับหุ้นตัวเดียวกันซื้อ 15 บาท ปันผล 2บาท %ปันผลย่อมต่างกัน

ความคิดเห็นที่ 3
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 14:32:05     58.9.5.xxx
โดยคุณ
ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า คำว่า "ราคาตลาด" หมายถึงราคาที่ผู้ซื้อ และผู้ขาย ทำการต่อรองราคากันได้ ณ ระดับราคาใด ก็เอาราคานั้น สินค้าทั่ว ๆ ไป ผู้ขายสินค้าเป็นผู้ตั้งราคา เมื่อผู้ซื้อยอมรับราคานั้น จนทำให้ผู้ขายสามารถอยู่ได้ มีกำไรพอสมควร กิจการอยู่ได้ อันนั้น ก็คือ ราคาตลาดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าผู้ขายตั้งราคาสูงจนเกินไป ผู้ซื้อ ซื้อไม่ไหว ไม่ยอมซื้อ ผู้ขายที่สุดแล้ว ก็ต้องลดราคาลงมาให้เหมาะกับคุณภาพ และเมื่อผู้ซื้อ เห็นว่า สมควรก็เรียกราคานั้น ว่า ราคาตลาดเช่นกัน

แต่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามามากกว่านั้น เพราะผู้ซื้อจำนวนหนึ่ง ไม่เข้าใจ ไม่รู้ถึงคุณภาพ แต่แห่กันซื้อก็มี ดังนั้น ราคา จึงย่อมจะถูก manipulate คือ มีการสร้างราคาเทียม ปั่นราคา กันได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงพบว่า ราคาหุ้นที่มีค่า พีอี สูง ๆ หรือ P/BV สูง ๆ จะหมายถึงหุ้นที่มีผลประกอบการดี คนจึงย่อมจ่ายราคาสูง ๆ ให้ เสมอไปไม่ และบ่อยครั้ง มักเป็นตรงกันข้าม ซึ่งแสดงว่า มีผู้คนแห่ตามกันเข้าให้ราคากันสูง ๆ ตามอารมณ์ร่วมที่เกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่ง มากกว่า คุณภาพที่แท้จริง

อย่าลืมว่า หุ้นไม่ใช่ของเก่า ของลายคราม เหมือนของเก่า ภาพสีน้ำมันเก่า ๆ ที่ผู้คนประมูลให้ราคากันแพง ๆ

อย่าลืมว่า ในตลาดสินค้าทั่ว ๆ ไป ของดีราคาถูกไม่ค่อยมี มีแต่ของดี ราคาไม่ถูก

อย่าลืมว่า ในตลาดหุ้น หุ้นดี แต่คนมองข้าม ราคายังถูก ๆ มีเยอะแยะ ปันผลก็งาม ขณะเดียวกัน หุ้นห่วย ๆ ราคาแพง ๆ ก็มีเยอะแยะ ปันผลก็แทบไม่มี

ดังนั้นข้อความข้างต้นที่อ่านพบมา จึงไม่น่าจะตรงกับความถูกต้องที่เป็นส่วนใหญ่

ส่วนเรื่อง P/E ROE P/BV ก็ต้องดูกันเป็นรายตัว ยิ่งถ้าหากเป็นธนาคาร แล้วหวังจะให้ มี ROE สูง ๆ ด้วย คงเป็นไปได้ยาก เพราะธนาคารไหนที่จ่ายปันผลน้อย ทั้ง ๆ ที่กำไรงดงาม จะมี ROE ต่ำ เพราะเขาเก็บเป็น Equity เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ มันกลับเป็นการแสดงว่า ธนาคารนั้น ๆ มีความแข็งแกร่งมากกว่า ให้ความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้าได้มากกว่า ดังนั้นจึงต้องดูที่ประเภทของกิจการเป็นสำคัญ มากกว่า การกล่าวรวม ๆ และที่สำคัญที่สุด อารมณ์ร่วมของผู้คนในตลาดหุ้นมีผลต่อราคา หุ้นเท่านั้น ไม่ได้มีผลอะไรต่อผลประกอบการ หรือ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัท หลาย ๆ ครั้ง perception ทั้งสองเรื่องไปกันคนละทิศคนละทาง

ความคิดเห็นที่ 4
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 17:50:42     58.64.110.xxx
โดยคุณ
ชอบความเห็น และเห็นด้วย กับ ท่าน หลักหุ้น
<br />
<br />"""ที่สำคัญที่สุด อารมณ์ร่วมของผู้คนในตลาดหุ้นมีผลต่อราคา หุ้นเท่านั้น ไม่ได้มีผลอะไรต่อผลประกอบการ หรือ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัท"""""
<br />
<br />หุ้นในตลาดเมืองไทย เอาพื้นฐานการผันผวน มาจากอารมณ์ ความรู้สึกทางจิตวิทยา เปลี่ยนแปลง ตามข่าวในบางครั้ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยต่อการดำเนินธุรกิจ ต่อพื้นฐานของหุ้น แต่ได้ถูกนำมาให้เหตุและหาผลในภายหลังลงไป เพื่อ ให้ดูสมเหตุ ที่เกิดผันผวนขึ้น
<br />
<br />เครื่องมือต่างๆ เกิดขึ้นภายหลัง การเกิดตลาดหลักทรัพย์ เราเอาเครื่องมือ ROE / p/e หรืออะไรต่างๆ เป็นเกณ การตัดสิน ไปซะทุกอย่าง ซึ่งตามความเห็น คงต้องขึ้น อยู่ กับ กิจการนั้นๆ อนาคตของกิจการ ความแข็งแกร่ง ที่แท้จริง... (ความเห็นส่วนตัว ของคนมีประสบการณ์น้อย ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดการตกแต่งทาง บช ตรงนี้เอง ที่ทำให้คนที่ต้องการปั่นขึ้น ยกลง ควบคุมโดนยกเหตุผลมาอ้าง แต่แท้ที่จริง ความผันผวนของ อารมณ์ ผู้ ที่ถือหุ้นรายย่อยกลับกลายเป็น เหยื่อย และถูกทำให้เกิดทิศทาง ตาม ที่ผู้ปั่นต้องการ ขุดทางเดิน สร้างสะพานไปสู่ หุบและเหว) อ่าว....ว่าจะแค่เขียนมาชื่น ชม ท่านหลักหุ้น แค่ นั้น...อารมณ์ก็ได้ พาไปซะหลายบรรทัด
<br />
<br />ด้วยความจริงใจ ท่านหลัก หุ้นมีวิศัยทัศน์ ที่ชัดเจน มองทะลุถึงความจริงในตลาด และมีความรู้ ในเรื่อง ค่ากราฟต่างๆแต่ใช้มันอย่างเข้าใจ ไม่ติดยึดกับตำรา....ถ้ามีโอกาศ รับผมเป็นลูกศิษย์ สักคนหนึ่ง จะขอบคุณอย่างสูง จากเด็กน้อย เฝ้าคอย อาจารย์

ความคิดเห็นที่ 5
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 21:51:42     58.9.5.xxx
โดยคุณ
ขอบคุณครับ คุณ alohainter

หากมีเวลาก็คลิกไปที่ชื่อผม แล้วจะปรากฏขึ้นเป็นทะเบียนประวัติ ลองคลิกบรรทัดล่าง ๆ ที่ เขียน ว่า คำถามที่เคยถาม หรือ คำตอบที่เคยตอบ ลองหาอ่านดูนะครับ แต่ผมยังไม่เคยตั้งกระทู้เอง จึงไม่เคยมีคำถาม

ยิ่งมีคนสงสัยว่า ผมจะมาขายหุ้น ผมยิ่งไม่เอาด้วย แต่หากมีข้อสงสัยหุ้นตัวไหน เชิญถามได้ผมจะให้ความเห็น และคำแนะนำที่เป็นกลางมากที่สุด

คนที่โพสท์ ในที่สาธารณะ ตามจิตวิทยา ก็เพื่อมาขายของกันทั้งนั้น แหละครับ บางคนก็แนบเนียนหน่อย บางคนก็เอากันตรง ๆ ผมจะว่ามีส่วนเป็นเช่นนั้น ก็ไม่อยากเถียง เดี๋ยวจะหาว่า เอาดีใส่ตัว เอา **** ให้คนอื่น แต่การขายของ ก็ต้องขายของที่มีคุณภาพ ยิ่งถ้าเป็นหุ้น ก็ควรขายตอนที่มันยังไม่วิ่งขึ้นไป แล้ว ขึ้นไปอีก หรือ เพื่อที่จะหวัง bail out คือ ให้คนมาซื้อกันเยอะ ๆ เพื่อตัวเองจะได้หลุดพ้นจากที่ติดอยู่

ลองพิจาณาการโพสท์ของผมไปสักระยะว่า หวังเช่นนั้นหรือไม่ เพราะไม่อยากอวดอ้างสรรพคุณ เพราะคนที่มาขายของก็อวดอ้างเช่นนั้นประจำ (รวมทั้งผมด้วย) แต่ปากก็จะปฏิเสธประจำเช่นกัน ชนิดที่เรียกว่า ว่าแต่คนอื่น แต่ตัวเองทำไปก็ไม่เคยรู้ตัว ครั้นพอถูกต่อว่า ก็ปฏิเสธ น้ำขุ่น ๆ บางคนก็พูดจาวกวน ไม่คงเส้นคงวา อะไรเทือกนั้น

ความคิดเห็นที่ 5.1
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 22:39:03    183.89.160.xxx
โดยคุณ
หวัดดีครับ พี่หลักหุ้น
ผมอ่าน และศึกษา ทุกๆท่าน ได้ความรู้จากทุกๆท่าน ทุกครั้ง
ผมเคยได้อ่านของพี่มาบ้าง และจะไปตามอ่านต่อ ได้ความรู้ดีครับ
มาบ่อยๆนะครับ ผมแอบดูอยู่

ผมไม่เคยสงสัยเลยครับ ว่าใครจะมาขายหุ้น เชียร์หุ้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล ใครพอใจจะซื้อ-จะขาย ก็รับผิดชอบการตัดสินใจของคนที่จะซื้อตามเอง เป็นหลัก

ผมว่า marketing ของผมตัวดีเลยครับ
แต่ผมก็ไม่ว่าอะไรเธอ เพราะผมตัดสินใจเอง

ผิดพลาดเป็นครู จ้างครูสอนก็เสียตังค์ แต่ครูที่เว็ปนี้สอนฟรี ดีจัง

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 6
เขียนเมื่อ : 8 Jan 2011 22:30:06     183.89.140.xxx
โดยคุณ
ผมคิดว่า P/BV และ P/E ที่สูง
แสดงถึงความนิยมในตัวหุ้นนั้น ของตลาดส่วนหนึ่ง
และส่วนหนึ่งก็มาจากการคาดคะเนแนวโน้มธุรกิจในอนาคตด้วย

เรื่องหุ้น P/BV ต่ำ
มีบางแนวคิดที่ว่า ถึงบริษัทเจ๊งก็ไม่ขาดทุน
แต่ผมว่าเรามาที่นี่ไม่ได้คิดจะเจ๊าหรือเสมอตัว
แต่ต้องมีกำไรเท่านั้น
หุ้นต่ำบุ๊ค พื้นฐานดี ที่เห็นจึงมีสภาพคล่องค่อนข้างต่ำมาก
หุ้นพื้นฐานดี สภาพคล่องพอตัว จึงยากที่ P/BV จะต่ำ

หุ้น P/E สูง บางครั้งมันสะท้อนความนิยมของตัวหุ้น
และการคาดคะเนอนาคตของหุ้นตัวนั้น
เพราะ P/E คำนวณจากกำไรในอดีต
P/E สูงในวันนี้ อาจต่ำในวันหน้า
และ P/E ต่ำในวันนี้ อาจสูงในวันหน้า

ผมเคยเลือกหุ้นตามตำรา VI แต่แล้วไปเจอหุ้นที่
สภาพคล่องต่ำ ใครจะเขียวจะแดงข้าไม่สน
ซึ่งไม่ตรงกับนิสัยของผม จึงปรับเปลี่ยนหลายๆ แบบ
วิธีเลือกหุ้นดูพื้นฐานแบบพวก VI
การหาจังหวะเข้าซื้อ จังหวะขาย ใช้กราฟ และขยันอ่านข่าว
เลือกหุ้นพื้นฐานดีๆ มีข่าวบ้างให้กระชุมกระชวย
ซึ่งให้ผลดี

ปล. ผมชอบความเห็นท่าน "หลักหุ้น" เรื่องการสลับตัวเข้า
คนชอบออกจากตัวนี้บุ๊ป แล้ว หาตัวเข้าบั๊ป
ซึ่งเมื่อก่อนผมก็ทำอยู่บ่อยๆ แต่ผลที่ได้ไม่ค่อยดี
จากเมื่อก่อนซื้อขายทุกวัน กระตุกนิดๆ หน่อยๆ ก็เอา
ทุกวันนี้ จะเข้าเมื่อแน่ใจแล้วว่ามันต้องขึ้น
จะขายก็ต่อเมื่อแน่ใจแล้วว่ามันต้องลง