ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเปิดบัญชี ?

เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้นักลงทุนที่มีทุนน้อยสามารถเริ่มลงทุนซื้อขายหุ้นทางอินเทอร์เน็ตได้ตามกำลังซื้อของตน โบรกเกอร์มักแนะนำให้ลูกค้าเปิดบัญชีฝากเงินแบบที่เรียกว่า Pre-paid คือบัญชีที่คุณจะต้องโอนเงินเข้ามาในบัญชีซื้อขายก่อน แล้วจึงสามารถซื้อขายได้ภายในวงเงินที่โอนเข้ามานั้น หากต้องการซื้อหุ้นเพิ่ม ก็เพียงแค่โอนเงินเข้ามาเพิ่ม อำนาจการซื้อของคุณก็จะเพิ่มขึ้น สะดวกสำหรับนักลงทุนเพราะไม่ต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์นานๆ โดยที่ยังไม่ได้ทำการซื้อขาย

การกำหนดวงเงินจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและนโยบายของแต่ละบริษัท และสภาวะตลาด


หากจะเริ่มเปิดบัญชี ต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง ?

ขั้นตอนที่ 1

ติดต่อกับโบรกเกอร์ เพื่อขอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต

 
ตรวจสอบรายชื่อโบรกเกอร์ ดูตารางเปรียบเทียบระหว่างโบรกเกอร์
ขั้นตอนที่ 2
กรอกใบคำร้องขอเปิดบัญชี พร้อมเตรียมหลักฐานที่ใช้การเปิดบัญชีบุคคลธรรมดา กรอกแบบฟอร์มเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น วิธีการชำระเงินหลักทรัพย์ที่ซื้อขายผ่าน Internet (ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์แต่ละแห่ง และความต้องการใช้งานของแต่ละบุคคล)
ขั้นตอนที่ 3

รอผลการพิจารณาจากโบรกเกอร์ ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์

ขั้นตอนที่ 4
เข้าสู่การซื้อขายออนไลน์ 24 ชม. ผ่านระบบ Streaming

ประเภทการเปิดบัญชี

1. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance หรือ Pre-paid หรือ Cash Deposit) เป็นบัญชีที่คุณต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์จำนวนหนึ่งก่อน สำหรับเป็นเงินชำระค่าหุ้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นอำนาจซื้อของคุณเอง เมื่อถึงวันชำระค่าหุ้น (T+3) โบรกเกอร์ก็จะหักเงินออกไปจากส่วนที่ฝากนี้ชำระเป็นค่าหุ้นไปอัตโนมัติ ถ้าคุณต้องการซื้อหุ้น แต่วงเงินไม่พอ ก็สามารถโอนเงินเพิ่ม เพื่อให้อำนาจซื้อเพิ่มขึ้นได้ บางโบรกเกอร์ก็จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากด้วย
ข้อดี
เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทุนน้อย สามารถซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้ แม้มีเพียงหนึ่งหมื่นบาทสามารถซื้อขายได้ตามกำลังซื้อของตน และให้ความสะดวกกับนักลงทุน ไม่ต้องนำเงินไปฝากกับโบรกเกอร์ ในขณะที่ยังไม่มีการซื้อขาย
ข้อจำกัด
ต้องมีเงินหรือหลักทรัพย์ฝากไว้ก่อนทำการซื้อขาย กรณีเงินไม่พอต้องโอนเงินเพิ่มก่อน

และในวันที่ 1 ก.ค.47 เป็นต้นไป ได้มีการกำหนดให้ผู้ที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ต้องมีหลักประกันเริ่มต้น 10 % เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า บริษัทสมาชิก และตลาดทุนโดยรวม

และกำหนดให้ผู้ลงทุนบุคคลที่ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินสด (Cash Balance Account) ชำระราคาซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารอัตโนมัติ ( Automated Transfer System :ATS)
เริ่ม 1 เมษายน 2550 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนไม่ต้องใช้เช็คในการชำระราคา

2. บัญชีเงินกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Credit Ballance ) เป็นบัญชีรูปแบบหนึ่งของบัญชีมาร์จิ้นซึ่งอำนาจซื้อหลักทรัพย์ (Purchasing Power) ของคุณจะขึ้นอยู่กับหลักประกันและมูลค่าขึ้นลงตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่ในบัญชีเครดิตบาลานซ์ (Market-to-Market) โดยการกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์ หรือยืมหลักทรัพย์เพื่อขายชอร์ต ต้องได้รับวงเงินและวางหลักทรัพย์ค้ำประกันตามอัตราที่แต่ละแห่งกำหนด บัญชีประเภทนี้ ลูกค้าควรศึกษากฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับภาวะขึ้นลงของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดี ลูกค้ามีอำนาจซื้อมากกว่าเงินสดหรือทรัพย์สินที่มี
ข้อจำกัด
ต้องมีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ กรณีชำระเงินเกินเวลาที่กำหนด



เอกสารที่ใช้ในการเปิดบัญชีมีอะไรบ้าง?
.
บุคคลธรรมดา
• แบบฟอร์มคำขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
• สัญญาแต่งตั้งตัวแทนนายหน้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ 30 บาท หรือ 35 บาท
• สัญญาดูแลและรักษาทรัพย์สินของลูกค้า (ถ้ามี)
• บัตรตัวอย่างลายมือชื่อ
• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรข้าราชการ หรือหนังสือเดินทาง
• สำเนาทะเบียนบ้าน
• สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
• สำเนาใบแจ้งรายการบัญชีธนาคารหรือสำเนาสมุดเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน
• เอกสารแสดงเงินเดือน
• แบบคำขอใช้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (เฉพาะกรณีเลือกซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต)
• แบบคำขอใช้บริการจ่ายชำระระบบอัตโนมัติ/แบบคำขอให้หักบัญชีเงินฝาก/แบบคำขอใช้บริการโอนเงินผ่านระบบ Tele-Banking  (กรณีให้บริษัทหักค่าซื้อจากบัญชี และ/หรือนำเงินค่าขายเข้าบัญชี)
นิติบุคคล
• แบบฟอร์มคำขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
• สัญญาแต่งตั้งตัวแทนนายหน้าเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ 30 บาท
•  สัญญาดูแลและรักษาทรัพย์สินของลูกค้า (ถ้ามี)
•  หนังสือมอบอำนาจ (เซ็นโดยกรรมการผู้มีอำนาจ) พร้อมค่าอากรแสตมป์ ฉบับละ 30 บาท
•  หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
•  สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ วัตถุประสงค์ ทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้น
•  สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
•  งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี
•  บัตรตัวอย่างลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจ
•  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ
•  สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจ
•  แบบคำขอใช้บริการจ่ายชำระระบบอัตโนมัติ /แบบคำขอให้หักบัญชีเงินฝาก / แบบคำขอใช้บริการโอนเงินผ่านระบบ Tele-Banking  (กรณีที่ต้องการให้บริษัทหักค่าซื้อจากบัญชี และ/หรือนำเงินค่าขายเข้าบัญชี)
กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน
•หนังสือมอบอำนาจ พร้อมค่าอากรแสตมป์ ฉบับละ 30 บาท
•บัตรตัวอย่างลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจ
•สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ
•สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ