| 1. บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance หรือ Pre-paid หรือ Cash Deposit)
เป็นบัญชีที่คุณต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์จำนวนหนึ่งก่อน สำหรับเป็นเงินชำระค่าหุ้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
และถือว่าเงินจำนวนนั้นเป็นอำนาจซื้อของคุณเอง เมื่อถึงวันชำระค่าหุ้น
(T+3) โบรกเกอร์ก็จะหักเงินออกไปจากส่วนที่ฝากนี้ชำระเป็นค่าหุ้นไปอัตโนมัติ
ถ้าคุณต้องการซื้อหุ้น แต่วงเงินไม่พอ ก็สามารถโอนเงินเพิ่ม เพื่อให้อำนาจซื้อเพิ่มขึ้นได้
บางโบรกเกอร์ก็จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากด้วย
ข้อดี เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทุนน้อย สามารถซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตได้
แม้มีเพียงหนึ่งหมื่นบาทสามารถซื้อขายได้ตามกำลังซื้อของตน และให้ความสะดวกกับนักลงทุน
ไม่ต้องนำเงินไปฝากกับโบรกเกอร์ ในขณะที่ยังไม่มีการซื้อขาย
ข้อจำกัด ต้องมีเงินหรือหลักทรัพย์ฝากไว้ก่อนทำการซื้อขาย
กรณีเงินไม่พอต้องโอนเงินเพิ่มก่อน
และในวันที่
1 ก.ค.47 เป็นต้นไป ได้มีการกำหนดให้ผู้ที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ต้องมีหลักประกันเริ่มต้น 10 % เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
บริษัทสมาชิก และตลาดทุนโดยรวม
และกำหนดให้ผู้ลงทุนบุคคลที่ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินสด (Cash Balance Account) ชำระราคาซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารอัตโนมัติ ( Automated Transfer System :ATS)
เริ่ม 1 เมษายน 2550 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนไม่ต้องใช้เช็คในการชำระราคา
2. บัญชีเงินกู้ยืมเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ (Credit Ballance ) เป็นบัญชีรูปแบบหนึ่งของบัญชีมาร์จิ้นซึ่งอำนาจซื้อหลักทรัพย์ (Purchasing
Power) ของคุณจะขึ้นอยู่กับหลักประกันและมูลค่าขึ้นลงตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่คุณมีอยู่ในบัญชีเครดิตบาลานซ์
(Market-to-Market) โดยการกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์ หรือยืมหลักทรัพย์เพื่อขายชอร์ต
ต้องได้รับวงเงินและวางหลักทรัพย์ค้ำประกันตามอัตราที่แต่ละแห่งกำหนด
บัญชีประเภทนี้ ลูกค้าควรศึกษากฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับภาวะขึ้นลงของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์
ข้อดี ลูกค้ามีอำนาจซื้อมากกว่าเงินสดหรือทรัพย์สินที่มี
ข้อจำกัด ต้องมีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
กรณีชำระเงินเกินเวลาที่กำหนด
|