SETTRADE.COM - Leading Technology for Professional Investors
"ฟรีแลนซ์" อิสระทางอาชีพ อิสระทางการเงิน
Bookmark and Share

 

"ฟรีแลนซ์"
อิสระทางอาชีพ อิสระทางการเงิน

ฟรีแลนซ์...อิสระทางอาชีพ อิสระทางการเงิน

 

เมื่อพูดถึง "ฟรีแลนซ์" อาชีพที่ดูเหมือนมีอิสระเต็มที่ อยากจะทำงานเมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่ความอิสระนั้น ก็ต้องแลกมาด้วย “ความไม่มั่นคง” ของรายได้

โดยอาชีพอิสระส่วนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน ช่างภาพ นักออกแบบ หรือแม้กระทั่งอาชีพยอดฮิตอย่างขายของออนไลน์ มักมีงานหรือรายได้เข้ามาไม่แน่นอน บางเดือนงานล้นมือจนทำไม่ทัน กลับกันบางช่วงก็แทบไม่มีลูกค้าเลยก็มี เทียบกับมนุษย์เงินเดือน หรือ ข้าราชการ แม้รายได้อาจไม่หวือหวาเหมือนฟรีแลนซ์ แต่ก็มั่นใจได้ว่าจะมีเงินเข้ากระเป๋าสม่ำเสมอทุก ๆ เดือน
ความไม่มั่นคงด้านรายได้ จึงมักเป็นปัญหากวนใจที่เหล่ามนุษย์ฟรีแลนซ์ต้องเผชิญ ทำให้หลายคนมักคิดว่าการเก็บเงินที่แน่นอนเป็นรายเดือนเป็นสิ่งที่ยาก และการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว

ในความเป็นจริงยิ่งรายได้ไม่แน่นอน การออมเงินและการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะเมื่อไม่มีใครคาดการณ์อนาคตได้ ยิ่งควรเคร่งครัดเรื่องการเงิน ซึ่งกองทุนรวมเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงให้คนที่มีรายได้ไม่แน่นอนได้อุ่นใจมากขึ้น


รายได้ไม่ประจำ ตอนมีให้รีบเก็บ


การจะมีทั้งอิสระทางอาชีพและอิสระทางการเงินนั้น จำเป็นต้องวางแผนให้ดี เพราะหากไม่ลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ แม้วันนี้จะมีรายได้มากขนาดไหน แต่ถ้าไม่รู้จักวางแผนให้ดี สุดท้ายเงินที่ได้มาก็หมดไปง่ายๆ เช่นกัน การลงทุนจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก โดยเฉพาะลงทุนเพื่อวัยเกษียณ 
รายได้ไม่ประจำ ตอนมีให้รีบเก็บ

 

จะเห็นว่าการออมเงินไว้กับธนาคารเพียงอย่างเดียว ผลตอบแทนระยะยาวจะแพ้ “เงินเฟ้อซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้าแพงขึ้น มูลค่าของเงินในมือเราลดลง ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นเมื่อย้อนดูค่าเงินเฟ้อไทยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา (2546 - 2561) เฉลี่ยอยู่ที่ 2.25% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่เฉลี่ยเพียง 1.90% ดังนั้นการออมเงินอย่างเดียวไม่อาจรักษา “มูลค่าของเงิน” หรือเรียกอีกอย่างว่า “อำนาจการซื้อ” ของเราเอาไว้ได้ ยกตัวอย่างถ้าเรามีเงิน 1, 000 บาท ณ วันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้ามูลค่าของเงิน 1,000 บาทจะมีมูลค่าที่แท้จริงเพียงประมาณ 640 บาทเท่านั้นเอง การทำผลตอบแทนให้ได้มากกว่าเงินเฟ้อสามารถทำได้ด้วยการลงทุน สำหรับมือใหม่ควรเลือกการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนใกล้เคียงกับเงินเฟ้อ เมื่อมีความเข้าใจการลงทุนมากขึ้น จึงไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อไป
 (Ref.1 http://bit.ly/2Me5QxI )



วิธีจัดสรรเงินลงทุนฉบับฟรีแลนซ์

แน่นอนว่าการที่จะไปถึงเป้าหมายได้ สิ่งสำคัญต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้ โดยขั้นตอนแรกที่ควรทำคือการแบ่งสัดส่วนเงินออมให้ชัดเจน เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

 

  1. 1. เงินออมเผื่อฉุกเฉิน  

เรื่องไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ รถเสีย ลูกค้าจ่ายเงินช้า โดนเบี้ยวงาน เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ฉะนั้นจึงควรสำรองเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เช่น ปกติมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินออมในบัญชีฉุกเฉินไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาจะได้มีเงินสำรองใช้ไปก่อน (Ref.2 http://bit.ly/2XIjtHa)

เมื่อมีเงินสำรองฉุกเฉินแล้วหากไม่คิดว่าจะได้ใช้ในเร็ววันและไม่อยากโดนเงินเฟ้อกัดกินมูลค่า เราอาจนำเงินส่วนนี้ออกมาลงทุนได้ แต่ต้องเน้นสินทรัพย์ที่มี “สภาพคล่อง” ลงทุนระยะสั้น ความเสี่ยงต่ำและสามารถเบิกถอนได้ง่าย นอกจากนี้ การเลือกทำประกันสุขภาพให้ตัวเอง ก็เป็นอีกตัวช่วยเพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต จะได้ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าจะมีเงินพอจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่ามนุษย์ฟรีแลนซ์ไม่ได้มีสวัสดิการคอยช่วยเหลือเหมือนพนักงานประจำ 

 

  1. 2. เงินออมเพื่อการลงทุนระยะยาว 

ชีวิตหลังเกษียณเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ฟรีแลนซ์ต้องคำนึงให้ดี สิ่งแรกจึงควรตอบให้ได้ว่าจะใช้เงินหลังเกษียณเท่าไหร่ ซึ่งสามารถอิงได้จากค่าใช้จ่ายปัจจุบัน สำหรับสูตรการคำนวณง่าย ๆ  คือ


เงินออมเพื่อการลงทุนระยะยาว

 

ตัวอย่าง ตั้งใจเกษียณอายุ 55 ปี คาดว่าอนาคตจะใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท และมีอายุขัยถึง 80 ปี ดังนั้น ต้องเตรียมเงินเกษียณ 30,000 x 12 x 25 (อายุขัยหลังเกษียณ 80-55) เท่ากับ 9 ล้านบาท 

 

อย่างไรก็ดี เมื่อแก่ตัวลงอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมาอีก เช่น ค่ารักษาพยาบาล และยังมีเรื่องเงินเฟ้อที่จะทำให้มูลค่าของเงินลดลงด้วย หลายคนคิดว่าการเกษียณอายุเป็นเรื่องไกลตัว รอใกล้ถึงเวลาค่อยวางแผนก็ได้ ความจริงแล้วชีวิตหลังเกษียณต้องใช้เงินก้อนใหญ่ จึงจำเป็นต้องวางแผนให้ดี และลงทุนแต่เนิ่นๆเพื่อให้เงินมีเวลาทำงานได้นานขึ้น ซึ่งการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยให้เราถึงเป้าหมายเกษียณได้ไวขึ้น

 

การลงทุนที่ใช่สำหรับฟรีแลนซ์

 

เคยสงสัยไหมว่าอาชีพฟรีแลนซ์จะลงทุนอะไรดี ? เพราะถ้าเก็บเงินอย่างเดียวแต่ไม่ลงทุน คงยากที่จะเก็บเงินถึงเป้าหมายที่วางไว้ ยิ่งถ้าคุณเป็นมือใหม่ ประสบการณ์ลงทุนน้อย ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้พลาดโอกาสในการลงทุน

 

“กองทุนรวม” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยได้ เพราะมีข้อดีตรงที่มีมืออาชีพคอยบริหารให้ แม้ไม่มีประสบการณ์ความชำนาญในด้านนี้ก็ลงทุนได้ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้เราสามารถเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงที่เหมาะกับตัวเองได้ ที่สำคัญคือมีสภาพคล่องสูงในการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดได้รวดเร็ว


กองทุนรวมคืออะไร


การลงทุนกับกองทุนรวม เป็นการระดมเงินจากคนจำนวนมาก เพื่อนำไปลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ตามนโยบายของแต่ละกองทุน โดยมี "ผู้จัดการกองทุน" มืออาชีพคอยดูแลความเสี่ยง สร้างผลตอบแทนแล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วน

 

กองทุนไหนดีกับคำถามสุดฮิต

 

คำถามคือแล้วกองทุนแบบไหนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ฟรีแลนซ์ได้ลงตัว ทั้งนี้ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเป้าหมายการลงทุนคืออะไร ซึ่งกองทุนรวมที่เหมาะกับฟรีแลนซ์ตามวัตถุประสงค์การลงทุนมีดังนี้

 

  1. 1. กองทุนรวมตราสารทุน
เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นไม่ต่ำกว่า80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวม จึงมีความผันผวนและความเสี่ยงค่อนข้างสูง เหมาะกับฟรีแลนซ์ที่ต้องการลงทุนระยะกลางถึงยาว คือ มากกว่า 3 - 5 ปี หากใครกำลังมองหาการสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นในช่วงที่ยังมีรายได้เข้ามาจำนวนมาก กองทุนรวมหุ้นสามารถเข้ามาเสริมส่วนนี้ได้

 

  1. 2. กองทุนรวมผสม

กองทุนรวมที่เลือกลงทุนได้ในหลากหลายสินทรัพย์ผสมกัน ทั้ง ตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และตราสารอนุพันธ์ จึงมีจุดเด่นตรงที่สามารถปรับกลยุทธ์ได้ตามสภาวะตลาดช่วงนั้น ๆ เช่น ช่วงไหนหุ้นเป็นขาลง ก็อาจเปลี่ยนมาถือสินทรัพย์อื่นมากขึ้น หรือหากตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้
ความยืดหยุ่นของกองทุนรวมผสม ทำให้เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง คือยังต้องการสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดี แต่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง

 

  1. 3. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ

คือหนึ่งรูปแบบการลงทุนที่ตอบโจทย์ฟรีแลนซ์ได้ เพราะฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการยามเกษียณจากบริษัทอย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ ข้าราชการที่มีกองทุนบำเหน็จบำนาจ

ดังนั้น การลงทุนใน RMF จึงเป็นตัวช่วยวางแผนเกษียณได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว ผู้ลงทุนจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ที่สำคัญคือได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีด้วย (ศึกษาเงื่อนไขภาษีเพิ่มก่อนลงทุน) 

โดย RMF มีเงื่อนไขลงทุนขั้นต่ำ 3% ของรายได้ปีนั้นๆ หรือ 5,000 บาทต่อปี (แล้วแต่จำนวนไหนต่ำกว่า) พร้อมกำหนดเงินลงทุนสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ซึ่งฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้มีรายได้เข้ามาประจำ ควรประเมิณรายได้ตัวเองให้ดี ก่อนตัดสินใจลงทุน RMF

นอกจากนี้ บางคนอาจเลือกสมัครสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งเป็นตัวช่วยสร้างเงินบำนาญของมนุษย์ฟรีแลนซ์

 

  1. 4. กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น

ถือเป็นเครื่องมือลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ด้วยนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ของภาคเอกชน ที่มีผลตอบแทนอิงกับอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก ทำให้มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เหมาะที่ฟรีแลนซ์จะใช้เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น ๆ เพราะมีสภาพคล่องสูง ซื้อขายได้ทุกวัน

อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้วการเลือกกองทุนที่ใช่ของแต่ละคน คงไม่มีคำตอบตายตัว กองทุนที่ดีของคนหนึ่ง อาจไม่ดีต่ออีกคนก็ได้ เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน แต่สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรมีเหมือนกันก็คือการหมั่นศึกษาความรู้และสร้างวินัยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ  

 

DCA ดีอย่างไร สำหรับฟรีแลนซ์

 

วินัยและความสม่ำเสมอเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในระยะยาว เช่นกันกับวิธีการลงทุนในหลักทรัพย์แบบสม่ำเสมอ ด้วยจำนวนเงินเท่า ๆ กัน หรือ Dollar-Cost-Average (DCA) คำถามคือแล้วฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอจะสามารถลงทุนแบบ DCA ได้หรือเปล่า

 

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องประเมินรายได้ของตัวเองให้ดี จึงค่อยแบ่งสัดส่วนออกมาลงทุน อาจจะอิงจากรายได้ปีที่ผ่านมา แล้วเฉลี่ยออกมาเป็นรายเดือน ก็จะช่วยให้เราเห็นภาพคร่าว ๆ ชัดเจนขึ้นว่าควร DCA เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเอง

 

อย่างไรก็ดี ถ้ามองว่ายังไม่กล้าลงทุนแบบ DCA เนื่องจากประเมินรายรับของตัวเองไม่ได้ ก็อาจจะเลือกทยอยลงทุนด้วยตัวเองไปก่อน ช่วงไหนมีรายได้เข้ามาเยอะค่อยแบ่งสัดส่วนจัดสัดส่วนลงทุนที่เหมาะกับตัวคุณ


Dollar-Cost-Average (DCA)

อยากซื้อกองทุนรวม เริ่มต้นอย่างไรดี

 

สนใจอยากลงทุนแล้ว ทีนี้คงสงสัยใช่ไหมว่าถ้าจะซื้อกองทุนรวม ต้องไปติดต่อที่ไหน อย่างไร ใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่มลงทุนได้ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถติดต่อเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนได้ทั้งที่ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน

 

- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือ ธนาคารในเครือเดียวกัน
สามารถติดต่อเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนโดยตรงกับ บลจ. รวมถึงธนาคารในเครือนั้นๆ ได้เลย ซึ่งสะดวกสบายในเรื่องสาขาที่ครอบคลุมหลากหลาย แต่บางแห่งยังมีข้อจำกัดตรงที่ซื้อขายได้เฉพาะกองทุนของ บลจ. ในสังกัดเท่านั้น

 

- บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.)
การเปิดบัญชีกับ บล. และ บลน. ที่เป็นตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน ตอบโจทย์ตรงที่สามารถซื้อกองทุนของหลาย ๆ บลจ. ได้ในบัญชีเดียว แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องศูนย์บริการที่มีจำนวนน้อย

 

เพียงเท่านี้เราก็สามารถเริ่มต้นซื้อกองทุนรวมได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายโดยตรงกับธนาคารและตัวแทนขาย หรือปัจจุบันหลายแห่งก็มีบริการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอปพลิเคชันที่สะดวกรวดเร็วเอามากๆ

 

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตแล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะซื้อกองทุนได้ ? สำหรับเงินลงทุนขั้นต่ำนั้น แต่ละกองทุนมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป บางแห่งใช้เงินเพียง 1 บาทก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว โดยสามารถดูรายละเอียดได้จากหนังสือชี้ชวนฯ (Fund Fact Sheet) ที่จะบอกข้อมูลต่าง ๆ แบบครบถ้วน อาทิ นโยบายลงทุน ระดับความเสี่ยง ผลการดำเนินงานย้อนหลัง และสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ ฯลฯ

 

สุดท้ายสิ่งสำคัญเมื่อตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมแล้ว ควรหมั่นติดตามความเคลื่อนไหวผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การลงทุนของเราใกล้เป้าหมายที่วางไว้ยิ่งขึ้น

 

แม้ใครจะมองว่าฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ทว่าหากเราให้ความสำคัญกับความรู้ ความเข้าใจเรื่องการลงทุนสม่ำเสมอ และเริ่มตั้งแต่วันนี้อย่างถูกวิธี เป้าหมายสู่ความอิสระในอาชีพ...อิสระในการเงิน คงอยู่ไม่ไกลเกินฝันแน่นอน

 

 

Reference
(Ref.1 http://bit.ly/2Me5QxI )
(Ref.2 http://bit.ly/2XIjtHa)

 

 

your quote

Symbol Last Chg
- - -
- - -
- - -
Back

หุ้น

อนุพันธ์

กองทุนรวม

ข่าวและบทวิเคราะห์

ชุมชนนักลงทุน

สินค้าและบริการ

นักลงทุนมือใหม่