SETTRADE.COM - Leading Technology for Professional Investors
ทิศทางตลาดหุ้นไทย ในไตรมาส 3/2563
Bookmark and Share

 

ทิศทางตลาดหุ้นไทย ในไตรมาส 3/2563

        ความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน 45% มองว่า SET Index ช่วงไตรมาส 3 มีแนวโน้มไปในทิศทางลบ ส่วนอีก 35% มองว่าตลาดจะ Sideways หรือไม่เปลี่ยนแปลงมาก โดยมีความเห็น 20% ที่มองว่าตลาดจะเติบโตในทิศทางบวก จึงให้เป้าหมายค่าเฉลี่ย SET Index ณ สิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,347 จุด โดยการแพร่ระบาดโควิด 19 และความเสี่ยงของการเกิด Second Wave จะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาหุ้นไทยมากที่สุด

ทิศทางตลาดหุ้นไทย สิ้นปี 2563

       เมื่อสำรวจที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงสิ้นปี 2563 นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน ให้เป้าหมาย SET Index อยู่ที่ 1,383 จุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับผลสำรวจ IAA Survey เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

       ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 65.44 บาท/หุ้น และ EPS Growth อยู่ที่ -22.30%

 

       การจัดพอร์ตลงทุนยังเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยควรกระจายการลงทุนไปกับสินทรัพย์ที่หลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งนี่คือสัดส่วนพอร์ตลงทุนที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน แนะนำ

 

1. หุ้นไทย หรือกองทุนหุ้นไทย 23.71%
2. กองทุนตราสารหนี้ 19.71%
3. หุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 18.53%
4. เงินสด หรือเงินฝากระยะสั้น 17.82%
5. กองทุนอสังหาฯ REIT 9.65%
6. ทองคำ หรือกองทุนทองคำ 8.82% 
7. หุ้นกู้อนุพันธ์ 1.76%

 

 

หุ้นเด่นแนะนำโดยนักวิเคราะห์


เปิดรายชื่อ 5 หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำ โดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป


1. ADVANC บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
มี 3 ปัจจัยบวก นั่นคือ
- เป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ทำให้ยังสามารถจ่ายปันผลได้อย่างต่อนื่อง ปัจจุบันเงินปันผลอยู่ที่ระดับ 3-4%
- ได้ประโยชน์จากจำนวนการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นหลัง Work From Home
- เป็นหุ้นใหญ่ที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มากในช่วงที่ผ่านมา โดย ADVANC ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ราคา 156.50 บาท มาทรงตัวอยู่ที่ระดับราคา 185.00 บาท


2. CK บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
จะได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐเริ่มกลับมาเปิดประมูลโครงการใหม่ๆ อีกหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท
รวมทั้งโครงการรอการเปิดประมูลงานเดินรถของรถไฟฟ้าสายสีม่วง  (ราษฎร์บูรณะ-คลองบางไผ่) รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม) คิดเป็นมูลค่างานก่อสร้าง 9.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง


3. CPALL บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
CPALL เป็นผู้นำร้านค้าสะดวกซื้อที่จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วที่สุด และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ประกอบกับการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรปีหน้า คาดจะกลับมาโตถึง 2 หลักอีกครั้ง


4. CPF บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)   
ด้วยราคาเนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้น CPF และสามารถชดเชยเรื่องเงินบาทแข็งค่าได้


5. INTUCH บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
มีจุดเด่นที่อัตราจ่ายเงินปันผลระดับสูง และมีกระแสเงินสดที่มั่นคง

 

ทั้งนี้ หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม และสายการบิน

 

 

       อย่างไรก็ดี การลงทุนช่วงนี้ที่ยังมีความผันผวนสูง การเข้าลงทุนในตลาดหุ้นจึงต้องมีความระมัดระวัง และศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ดังนั้น การคัดกรองหุ้นเบื้องต้น ด้วยบทวิเคราะห์คุณภาพ ก็จะเป็นหนึ่งตัวช่วยให้ผู้ลงทุนมองหุ้นได้ครบทุกมิติมากขึ้น

 

       ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. และสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ได้ร่วมดำเนินโครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุน ให้มีความคลุมหลักทรัพย์มากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลช่วยประกอบตัดสินใจลงทุน โดยเน้นหุ้นที่มีศักยภาพโดดเด่น และน่าสนใจ สำหรับใครที่กำลังหาตัวช่วยกรองหุ้นพื้นฐานดี ผลดำเนินงานแข็งแกร่ง ผ่านบทวิเคราะห์คุณภาพ คลิกอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มที่

 

 

       ที่มา : IAA SURVEY 3/2020 (สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน, 2 ก.ค. 2563) คลิกอ่านฉบับเต็มที่นี่

 

 

 

your quote

Symbol Last Chg
- - -
- - -
- - -
Back

หุ้น

อนุพันธ์

กองทุนรวม

ข่าวและบทวิเคราะห์

ชุมชนนักลงทุน

สินค้าและบริการ

นักลงทุนมือใหม่