ในช่วงที่ตลาดรถยนต์ EV กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ค่ายรถต่างเร่งเปิดตัวรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำหน้า ตั้งแต่ระบบขับขี่อัจฉริยะ ไปจนถึงแผงควบคุมที่อำนวยความสะดวกและให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ขับขี่ แม้ในมุมผู้บริโภคสิ่งที่ถูกใส่เพิ่มเข้าไปเหล่านี้จะทำให้รถยนต์ EV นั้นดูน่าสนใจมากขึ้น แต่ในมุมมองของนักลงทุน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนที่กดดันให้บริษัทค่ายรถมีอัตรากำไรที่ต่ำลง ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้จำนวนส่งมอบรถ EV จะเติบโต แต่กำไรบริษัทกลับไม่โตตาม นำมาสู่ประเด็นที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันว่า ท่ามกลางตลาดรถยนต์ EV ที่แข่งขันสูงแบบนี้ อุตสาหกรรม EV จะยังน่าสนใจลงทุนอยู่จริงหรือ??
เมื่อนึกถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชื่อที่มักจะผุดขึ้นมาในใจนักลงทุนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้น Tesla, BYD หรือแม้แต่ผู้เล่นรายใหม่อย่าง Xiaomi แต่อีกหนึ่งธุรกิจสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามไป คือ ธุรกิจแบตเตอรี่ EV ซึ่งถือเป็นผู้ได้ประโยชน์ต่อเนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้
ข้อได้เปรียบคือ แม้ค่ายรถ EV จะต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และราคาขายเพื่อแย่งชิงลูกค้า แต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในฐานะ ซัพพลายเออร์หลัก กลับยิ่งได้รับอานิสงส์ เพราะยิ่งค่ายรถใส่ออปชันเสริมมากขึ้น ความต้องการรถก็สูงขึ้น และนั่นหมายถึงความต้องการแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญ ผู้ผลิตแบตเตอรี่มีจำนวนน้อยกว่าผู้ผลิตรถยนต์มาก ทำให้บริษัทที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในสายตาของค่ายรถ EV ที่กำลังแข่งขันกันนำเสนอรถที่ดีที่สุดสู่ตลาด
และ CATL (Contemporary Amperex Technology) คือ หนึ่งในบริษัทที่อยู่ในตำแหน่งนั้น และมากกว่านั้น ปัจจุบัน CATL คือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV รายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 35% ทิ้งห่างคู่แข่งทั้งด้านปริมาณส่งมอบและความสามารถในการทำกำไร
CATL ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ที่มณฑลฝูเจี้ยน เริ่มต้นจากการแยกตัวจากบริษัท ATL ซึ่งเชี่ยวชาญด้านผลิตแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์พกพา โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มผลักดันนโยบาย EV อย่างจริงจัง และวางโครงสร้างสนับสนุน Supply Chain รถยนต์ EV ภายในประเทศ ทั้งนี้ CATL เป็นเจ้าแรก ๆ ในจีนที่กระโดดเข้ามาตอบรับนโยบายรัฐ พร้อมด้วยความเข้าใจในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และชื่อเสียงในวงการที่มีอยู่ก่อนหน้าของทีมผู้ก่อตั้ง โดยเฉพาะ Robin Zeng จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบในการเริ่มต้นธุรกิจนี้ และทำให้ CATL ได้ลูกค้ารายใหญ่รายแรกอย่างรวดเร็วคือ BMW Brilliance ตั้งแต่ปี 2012
ในช่วงเริ่มต้น CATL ให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ซึ่งมีจุดเด่นด้านความปลอดภัย ความทนทาน และต้นทุนที่ถูก เหมาะสมกับตลาด EV จีน ก่อนจะขยายสู่แบตเตอรี่ NMC (Nickel-Manganese-Cobalt) เพื่อรองรับความต้องการจากค่ายรถยุโรปที่ต้องการแบตเตอรี่ที่ใช้วิ่งได้ไกล ทนทานมากขึ้นสำหรับรถระดับพรีเมียม ทั้งนี้บริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เช่น Cell-to-Pack (CTP) ซึ่งทำให้การผลิตและซ่อมแซมแบตเตอรี่ทำได้ง่ายขึ้น เสียตรงไหนซ่อมเฉพาะส่วนได้ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมด
ปัจจุบัน CATL มีความโดดเด่นในการพัฒนาแบตเตอรี่ LFP ให้มีประสิทธิภาพสูงสวนทางกับราคาที่ต่ำมากอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเดิมทีแบตเตอรี่ LFP ถูกมองว่าผลิตไว้ใช้ในรถรุ่นราคาถูกเพราะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าสูตรอื่น แต่ปัจจุบัน CATL ได้พิสูจน์และพัฒนาแบตเตอรี่สูตรนี้จนมีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่าสูตรอื่นในราคาที่ถูกกว่า และกลายเป็นกว่า 70% ของการส่งมอบแบตเตอรี่ทั้งหมดของบริษัท และทำให้แบตเตอรี่พรีเมียมอย่าง NMC ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้เสื่อมความนิยมลงไป โดยแบตเตอรี่รุ่นล่าสุดของ CATL รุ่น “Shenxing LFP” สามารถชาร์ตได้รวดเร็วเกินคู่แข่งไปมาก ด้วยการชาร์ตแค่ 5 นาทีสามารถวิ่งได้ถึง 200 กม. ทั้งหมดนี้ทำให้ CATL สามารถขยายฐานตลาดไปได้ทั้งในจีน ยุโรป และตลาดเกิดใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบราคาแพงมากนัก
ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีต่อจากนี้ รายได้ของ CATL จะเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี และกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าเล็กน้อยที่เฉลี่ย 16% ต่อปี ในขณะที่ FWD P/E ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 19.6 เท่า
รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด CATL มีรายได้อยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านหยวน เติบโต 8% YoY ในขณะที่ EPS โตถึง 33.0% แม้มีผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม แต่คำสั่งซื้อจากกลุ่ม OEM ในยุโรปและจีนยังคงแข็งแกร่ง และโรงงานในเยอรมนีและฮังการีก็กำลังเร่งเดินเครื่องผลิต
แม้ปัจจุบันแบตเตอรี่สำหรับ EV จะเป็นรายได้หลักของ CATL แต่ธุรกิจ Energy Storage System (ESS) ก็กำลังเริ่มเติบโตแบบเร่งตัว และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลัก โดยเฉพาะอุปสงค์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากตลาดพลังงานหมุนเวียนที่ต้องการระบบกักเก็บไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ
ในด้านเทคโนโลยี CATL ยังเป็นผู้นำในการพัฒนาแบตเตอรี่ Sodium-ion ซึ่งมีต้นทุนต่ำลง และสามารถทำงานได้ดีในสภาพอุณหภูมิต่ำถึง -40°C ซึ่งเหมาะกับบางพื้นที่ที่แบตเตอรี่ลิเธียมแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ อีกทั้งยังมีการผนวกระบบ Na-ion และ Li-ion เข้าด้วยกันเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการใช้งาน
แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบ หรือการแข่งขันภายในประเทศที่ดุเดือดมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ EV ราคาประหยัด ที่ยังพยายามแข่งขันกันลดราคาแต่ CATL ก็ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งเทคโนโลยี และความสามารถแข่งขันในด้านราคา ทำให้สามารถครองตำแหน่งเจ้าแห่งแบตเตอรี่ ทิ้งห่างผู้ผลิตรายอื่น ๆ อย่างชัดเจนต่อเนื่องเกือบ 10 ปีแล้วจนถึงปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุป หากตลาดรถยนต์ EV ยังขยายตัวมีผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่อย่าง CATL ก็เป็นอีกผู้เล่นที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าวด้วยนั่นเอง
ลงทุนในหุ้น CATL ได้ง่ายๆ ผ่าน DR ชื่อย่อหลักทรัพย์ CATL80 และถ้าอยากรู้จักบริษัทอื่น ๆ ที่มี DR เพิ่มเติม สามารถติดตามบทความความรู้การลงทุนได้ที่ Line Official บล. ดาโอ : @daolsec หรือ Facebook : http://www.facebook.com/daol.th
Disclaimer: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
Source: Bloomberg; Company Data, as of 07 Sep 2025
บทความที่เกี่ยวข้อง