เจาะลึกตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับการทำความรู้จักอุตสาหกรรมธุรกิจที่ขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงโลก

โดย Pi Securities

เจาะลึกตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับการทำความรู้จักอุตสาหกรรมธุรกิจที่ขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงโลก

โดย Pi Securities
Pi DR03_1200x660-3

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ารวมมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นทั่วโลก บริษัทระดับโลกอย่าง Apple และ Nvidia ที่อยู่ใน 9 อันดับแรกของบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกล้วนมาจากสหรัฐฯ ทั้งสิ้น ด้วยขนาดที่ใหญ่นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมและภาคส่วน การทำความเข้าใจภาคส่วนต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นความรู้พื้นฐานสำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะจะช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนและกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4 ภาคอุตสาหกรรมหลักที่ควรรู้
🚀 ภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดสหรัฐฯ โดยมีจุดเด่นคือเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตได้เร็วมากเมื่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจขยายตัว แต่ก็อาจจะต้องเผชิญความเสี่ยงจากมูลค่าประเมิน (valuation) ที่สูงและดอกเบี้ยขาขึ้นได้
ตัวอย่างบริษัท
Apple (AAPL) - บริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โด่งดังจาก iPhone และต่อยอดสร้างระบบนิเวศที่ครบครัน ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และบริการดิจิทัล รวมถึงการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีฐานผู้ใช้ที่เหนียวแน่นอย่างสม่ำเสมอ
Alphabet (GOOGL) - บริษัทแม่ของ Google ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในด้านเทคโนโลยีที่นำเสนอบริการดิจิทัลผ่าน Google Services เช่น Google Search, YouTube, Gmail, และ Google Ads อีกทั้งยังมี Google Cloud ที่ให้บริการรองรับการช่วยจัดเก็บและบริหารข้อมูล โดยบริการต่างๆ ของ Google นั้นสามารถเข้าถึงผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกผ่านการใช้ชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ 
Nvidia (NVDA) – ผู้นำด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์และ AI ระดับโลกที่ครองตลาด Data Center, Gaming รวมไปถึงรถไร้คนขับ มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อรองรับการเติบโตของโลกยุคดิจิทัล รวมถึงกำลังกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับ AI อย่างครบวงจร
Palantir (PLTR) – ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและแพลตฟอร์ม  AI ที่โดดเด่นและมีโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจในหลายมิติ เริ่มต้นทำธุรกิจกับภาครัฐแล้วจึงขยายการให้บริการสู่บริษัทเอกชน อีกทั้งการลงทุนเพื่อขยายตลาดในต่างประเทศและสร้างพันธมิตร ผนวกกับการใช้เทคโนโลยี Ontology เข้ากับ AI นับเป็นจุดเด่นที่ส่งเสริมให้ Palantir สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดและเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว สะท้อนให้เห็นได้จากรายได้ไตรมาส 1/2025 ของบริษัทฯ ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ และทำให้ราคาหุ้นไต่ขึ้นสู่ระดับบนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
Adobe (ADBE) - ผู้นำด้านซอฟต์แวร์ครีเอทีฟและดิจิทัลมีเดีย Creative Cloud เช่น Photoshop และ Illustrator ซึ่งล้วนถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยมีสมาชิกกว่า 23 ล้านรายทั่วโลก เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแรงเพราะนอกจากการขายซอฟต์แวร์ ยังมีรายได้จากการสมัครสมาชิกต่อเนื่อง และกำลังต่อยอดรายได้จากการผสานฟังก์ชัน AI มากยิ่งขึ้น

🏦 ภาคการเงิน 
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมธนาคาร บริษัทประกัน และบริการทางการเงินประเภทต่างๆ หุ้นกลุ่มนี้มักเคลื่อนไหวต่างจากกลุ่มเทคฯ โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย เช่น ธนาคารมักได้อานิสงส์เมื่อดอกเบี้ยมีการปรับตัวขึ้น (ในระดับที่เหมาะสม) เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยขยายตัว แต่อาจได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยสูงจนฉุดเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ความต้องการสินเชื่อลดลง หรืออาจเกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างบริษัท
Bank of America (BAC) – หนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนและสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้บริการลูกค้าบุคคล นักลงทุนรายใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่ และหน่วยงานรัฐบาล บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้านการธนาคาร การลงทุน การจัดการสินทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการบริหารความเสี่ยง อื่นๆ ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก นับเป็นธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวชี้วัดสุขภาพระบบธนาคารสหรัฐฯ อยู่ในท็อป 5 ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดตาม Market Cap ของตลาดสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของดัชนี Dow Jones

🛍️ ภาคสินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็น (Consumer Discretionary)
สินค้าและบริการอย่างรถยนต์ เสื้อผ้า ท่องเที่ยว บันเทิง สินค้าหรูหราต่างๆ ล้วนเป็นธุรกิจที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของภาคอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็นทั้งสิ้น ซึ่งนับเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สินค้าเหล่านี้มักมียอดขายที่ดีเมื่อเศรษฐกิจดี ผู้บริโภคมีเชื่อมั่นและใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงตอบสนองต่อเทรนด์และนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ก็จะถดถอยเมื่อเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว ผันผวนตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ตัวอย่างบริษัท
Tesla (TSLA) - แม้จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่หลายคนมองว่า Tesla คือ “บริษัทเทค” ซึ่งพาธุรกิจรถไฟฟ้า (EV) ขึ้นเป็นเมนสตรีม จนกลายเป็น ผู้ผลิตรถที่มูลค่ามากที่สุดในโลก ผู้ผลิตรถไฟฟ้าที่มีมูลค่ามากกว่าผู้ผลิตรถ 15 รายรวมกัน มูลค่าประมาณ 900,000 ล้านดอลลาร์ มีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่เน้นควบคุมห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงซอฟต์แวร์และการขายตรงถึงผู้บริโภค ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
On Holding (ONON) – แบรนด์รองเท้ากีฬาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่เติบโตเร็วมาก จุดเด่นของ On คือ การนำเอานวัตกรรม CloudTec ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกและส่งคืนพลังงานขณะวิ่งหรือเดินมาใช้ในพื้นรองเท้า นั่นจึงทำให้รองเท้าของ On มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ครอบใจนักวิ่งและนักกีฬาทั้งหลายไปได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้ On เติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาส 2/2025 สามารถเติบโตได้มากถึง 32% YoY
Booking Holdings (BKNG) – แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ยักษ์ใหญ่ เจ้าของ Booking.com และ Agoda ที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวและนักเดินทาง โดยในช่วงหลังโควิด อุปสงค์ท่องเที่ยวฟื้นแรงจนทำให้ในปี 2023 มีมูลค่าการจองรวม 150.6 พันล้านดอลลาร์ +24% YoY กำไรสุทธิเพิ่ม 40% ในปีเดียว อีกทั้งตัวแพลตฟอร์มยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนำเอา AI มาเป็นตัวช่วยในการวางแผนท่องเที่ยวให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการใช้ง่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น

🏥 ภาคการแพทย์
อุตสาหกรรมการแพทย์ครอบคลุมตั้งแต่ ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ รวมไปถึงบริการสุขภาพต่างๆ โดยหุ้นกลุ่มนี้มักถูกมองว่าเป็นหุ้นเชิงรับ (defensive) เพราะมีความต้องการค่อนข้างคงที่สม่ำเสมอไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร อีกทั้งปัจจุบันที่สังคมเริ่มผันไปสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ก็ยิ่งเป็นปัจจุยหนุนนำให้เกิดความก้าวหน้าทางการแพทย์ และจะเป็นแรงหนุนแก่อุตสาหกรรมในระยะยาว แต่ก็มีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง คือเรื่องของกฎระเบียบหรือสิทธิบัตรต่างๆ ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันได้ด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างบริษัท
Johnson & Johnson (JNJ) – หนึ่งในบริษัทด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และ สินค้าอุปโภคบริโภคด้านสุขภาพ เป็นหุ้นที่ติด Top Market ของภาคอุตสาหกรรมนี้เสมอ และได้ชื่อว่าเป็นหุ้นมั่นคงที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ 
________________________________________
การลงทุนผ่าน DR: ประตูสู่ตลาดสหรัฐฯ สำหรับคนไทย
จากตัวอย่างหุ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมที่หยิบยกมา จะเห็นได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจในการเติบโตตามเทรนด์โลก ตั้งแต่บริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตเร็ว ไปจนถึงธนาคารที่มั่นคงและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ การเข้าใจภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมหลักและการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจะช่วยให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนักลงทุนไทยเองก็สามารถลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เหล่านั้นได้ง่ายๆ ผ่าน DR (Depositary Receipts) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วย DR03 ใหม่ทั้ง 10 ตัว ได้แก่ BAC03, ONON03, GOOGL03, TSLA03, AAPL03, JNJ03, PLTR03, NVDA03, BKNG03 และ ADBE03ที่เริ่มซื้อขายในเดือนตุลาคมนี้ นักลงทุนไทยจึงมีโอกาสเข้าถึงบริษัทชั้นนำของโลกได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.pi.financial/product/depositary-receipt

แท็กที่เกี่ยวข้อง: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ dr

  บทความที่เกี่ยวข้อง