ชิปเล็กๆ ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจรอบใหญ่

โดย FSS

ชิปเล็กๆ ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจรอบใหญ่

โดย FSS
FSS_CHIP_Thumbnail
ชิปเล็กๆ ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจรอบใหญ่
ช่วงปี 2025 เศรษฐกิจ และโลกการเงินถูกขับเคลื่อนด้วย AI อย่างชัดเจน ทั่วโลกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมหาศาล แต่แท้จริงแล้ว AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยรากฐานที่แท้จริงของการเติบโตคือ เซมิคอนดักเตอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ชิป” ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI ตั้งแต่การประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการควบคุมพลังงาน แม้เป็นชิ้นส่วนที่มองไม่เห็น แต่ชิปกระจายอยู่หลายประเทศ และมีหลายประเภทที่ทำหน้าที่ต่างกัน โดยตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกในปี 2025 มีมูลค่าราว 7 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตราว 10-15% ต่อปี ทำให้นักลงทุนไทยจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจอุตสาหกรรมนี้ เพื่อประเมินทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ประกอบด้วย Logic Chips ที่ขับเคลื่อน AI Memory Chips ที่รองรับ Data Center และชิปกลุ่มอื่นๆ ที่มีรายได้มั่นคง 
แยกตามผลิตภัณฑ์ ชิปสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักที่มีบทบาทต่างกันชัดเจน ประกอบด้วย

  1. กลุ่ม Logic Chips เป็นหัวใจของการประมวลผล ทำหน้าที่ “คิดและตัดสินใจ” ให้กับระบบดิจิทัล ตั้งแต่ CPU, GPU ไปจนถึงชิปเร่งการประมวลผล AI ในปี 2025 ตลาด Logic Chips มีมูลค่าราว 3 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 15–20% ต่อปี จากแรงหนุนของ AI และ Data Center 
    ผู้ประกอบการหลักในอุตสาหกรรม Logic Chips ได้แก่ NVIDIA ผู้นำชิปด้าน AI, Broadcom ผู้ผลิตชิปเครือข่ายและคลาวด์ และ TSMC โรงงานรับจ้างผลิต Logic Chips ขั้นสูงให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก จุดแข็งของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ คือความสามารถในการออกแบบชิป พร้อมมี Software และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างระบบนิเวศเอื้อต่อการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

  2. กลุ่ม Memory Chips เช่น Dynamic Random Access Memory (DRAM) และ NAND Flash Memory ทำหน้าที่ “เก็บและเรียกใช้ข้อมูล” เพื่อสนับสนุนการทำงานของชิปประมวลผล โดยในปี 2025 ตลาด Memory Chips มีมูลค่าราว 2 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตประมาณ 10–15% ต่อปี จากกระแสการลงทุนในธีม AI และ Data Center
    ผู้ประกอบการหลักของอุตสาหกรรม Memory Chips ได้แก่ Samsung Electronics, SK hynix และ Micron Technology ที่เป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกที่เชี่ยวชาญด้านการผลิต DRAM, NAND และ HBM สำหรับลูกค้า AI และ Data Center จุดแข็งของผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยู่ที่ ขนาดการผลิตระดับโลก เทคโนโลยีที่นำหน้า และประสบการณ์สะสมยาวนาน ทำให้สามารถผลิตหน่วยความจำคุณภาพสูงได้ในปริมาณมาก และต้นทุนที่แข่งขันได้

  3. กลุ่มชิปอื่น ๆ ครอบคลุมชิปประเภท Analog, Power และ Discrete ทำหน้าที่เชื่อม “โลกจริง” เข้ากับระบบดิจิทัล และควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้า ชิปในกลุ่มนี้ไม่ได้มุ่งเน้นพลังประมวลผลสูงเหมือน Logic Chips แต่ให้ความสำคัญกับ ความเสถียร ความปลอดภัย และอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยถูกใช้งานเป็นหลักในรถยนต์ไฟฟ้า ระบบอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ในปี 2025 ตลาดกลุ่มนี้มีมูลค่ารวมราว 2 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี 
    ผู้ประกอบการหลักในกลุ่มนี้ ได้แก่ Texas Instruments, Analog Devices และ Infineon Technologies ผู้ผลิตชิปที่มีความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมสัญญาณและพลังงาน จุโดยดแข็งของผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยู่ที่ ความเชี่ยวชาญเชิงวิศวกรรม และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า หนุนการสร้างรายได้ที่เกิดซ้ำ และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในระยะยาว

ปี 2026 เอเชียยังได้เปรียบจากการเป็นฐานผลิตชิปโลก แต่ต้องรับมือเศรษฐกิจผันผวน ภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันเทคที่ตกรุ่นไม่ได้
ในปี 2026 ผู้ผลิตชิปในเอเชียยังคงได้เปรียบเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับผู้ผลิตนอกเอเชีย จากการเป็นศูนย์กลางกำลังการผลิตของโลก แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงเฉพาะภูมิภาคที่สะท้อนทั้งโอกาสและข้อจำกัดไปพร้อมกัน

  1. ด้านเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การจ้างงานในภาคเทคฯ และการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Data Center และภาคอุตสาหกรรม จะส่งผลต่อความต้องการชิปอย่างรวดเร็ว โดยผู้ผลิตในเอเชียที่พึ่งพาการผลิตในปริมาณจำนวนมากจึงเผชิญความเสี่ยงด้านรายได้ โดยเฉพาะ Memory Chips ที่ราคาผันผวนตามวัฏจักรสูง อย่างไรก็ดีเอเชียยังมีฐานความต้องการสู่กระแสการเปลี่ยนผ่านอย่างบอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ช่วยพยุงรายได้กลุ่ม Analog และ Power Chips ได้ดีกว่าผู้ผลิตนอกเอเชียที่พึ่งพาการลงทุนจากตลาดโลกเป็นหลัก

  2. ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ในปี 2026 ความตึงเครียดและมาตรการกีดกันทางการค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้ผลิตชิปในเอเชีย โดยทั้งความเสี่ยงและโอกาสมีความแตกต่างกันไปตามบทบาทของแต่ละประเทศในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก ดังนี้
    - ไต้หวัน เผชิญความเสี่ยงสูงสุดจากสถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิต Logic Chips ขั้นสูงของโลก ที่อาจถูกกดดันให้กระจายฐานการผลิตมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ โลกยังไม่สามารถทดแทนกำลังการผลิตของไต้หวันได้ในระยะสั้น ทำให้ผู้ประกอบการยังคงมีอำนาจต่อรองสูง
    - เกาหลีใต้ เผชิญความเสี่ยงจากนโยบายการค้าด้านเทคโนโลยีเช่นกัน แต่ด้วยบทบาทผู้นำ Memory Chips โดยเฉพาะ HBM คอขวดสำคัญของ AI ทำให้ยังคงได้ประโยชน์จากความต้องการของตลาดโลก
    - ญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากบทบาทการเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ควบคู่กับการเน้นผลิตชิปอุตสาหกรรม วัสดุ และเครื่องจักรที่เป็นคอขวดของซัพพลายเชนโลก ทำให้ญี่ปุ่นถูกมองเป็น “ผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี” มากกว่าคู่แข่งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง 
    - จีน เผชิญความเสี่ยงจากข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงโดยตรง อย่างไรก็ดี รัฐบาลกลับเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการทดแทนการนำเข้า สร้างโอกาสการเติบโตที่สูงในตลาดภายใน แม้ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีในบางส่วน

  3. ด้านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ชิปเป็นอุตสาหกรรมที่ “ตกรุ่นไม่ได้” โดยความเสี่ยงสำคัญของผู้ผลิตในเอเชียคือ หากไม่สามารถก้าวทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มอื่นๆ อย่าง Analog และ Power Chips ได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีน้อยที่สุด เนื่องจากการแข่งขันมุ่งเน้นที่ความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และอายุการใช้งานมากกว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ในขณะที่กลุ่ม Memory Chips โดยเฉพาะ HBM เป็นคอขวดสำคัญของระบบ AI ผู้ผลิตที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและขยายกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็วจะได้เปรียบเชิงการแข่งขันอย่างชัดเจน ส่วนกลุ่ม Logic Chips ทำหน้าที่ประมวลผล AI และใช้โหนดขั้นสูง จำเป็นต้องรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความล่าช้าเพียงหนึ่งรุ่นอาจส่งผลให้สูญเสียคำสั่งซื้อได้ทันที

สำหรับนักลงทุนไทย เราสามารถลงทุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของธีมการลงทุนนี้ได้ผ่าน ASEMI24 
เรามองว่าการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ควรถูกจัดอยู่ใน สัดส่วนเชิงโครงสร้างระยะกลางถึงยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่างไรก็ดีความผันผวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ทำให้แนวทางที่เหมาะสมคือ การกระจายการลงทุนในผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมและของแต่ละประเทศ ที่มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว 

เรามองว่า ASEMI24 เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนไทยในการเข้าถึงธีมเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชีย เนื่องจาก ASEMI24 เป็น DR อ้างอิง ETF ที่กระจายการลงทุนในหลายประเทศด้วยสัดส่วนที่สมดุล และคัดเลือกบริษัทที่เป็นผู้นำเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมในแต่ละตลาด ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมชิปเอเชียได้ ขณะที่ระดับ Valuation ของกลุ่มยังไม่ตึงตัว เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก โดยนักลงทุนที่สนใจสามารถทยอยซื้อสะสมได้



  บทความที่เกี่ยวข้อง