หากคุณเคยรู้สึกว่าการลงทุนในหุ้นแบบเดิมๆ ที่ "ซื้อแล้วรอให้ขึ้น" นั้นจำกัดเกินไป หรือเคยอยากมีเครื่องมือที่ช่วยให้คุณทำกำไรได้ทั้งตอนตลาดขึ้นและลง บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักกับ Long Call Options และ Long Put Options กลยุทธ์การลงทุนที่มือใหม่ก็เข้าใจได้ โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ และที่สำคัญคือคุมความเสี่ยงได้ด้วยตัวเอง

ก่อนจะไปรู้จัก Long Call และ Long Put เราต้องเข้าใจ Options กันก่อน ลองคิดง่ายๆ ว่าการซื้อ Options ก็เหมือนกับการซื้อสิทธิในการจองสินค้าล่วงหน้า เช่น คุณจ่ายค่าจอง Art Toy รุ่น Limited Edition ราคา 500 บาท ก่อนที่สินค้าจะออกจริง
เมื่อถึงวันที่ Art Toy ออกขาย คุณมีสิทธิ์เลือกได้ 3 ทาง:
Options ทำงานแบบเดียวกัน คุณไม่ต้อง "ซื้อจริง ขายจริง" เหมือนหุ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนเต็มจำนวน แค่จ่ายเงินเล็กน้อยที่เรียกว่า "ค่าพรีเมียม" (Premium) เพื่อซื้อสิทธิในการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 ตามทิศทางที่คุณคาดการณ์
Options หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่ต้องเข้าใจ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็น Call หรือ Put ถ้าตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ คุณขาดทุนได้มากสุดก็แค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไปตั้งแต่ตอนแรกเท่านั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องการล้างพอร์ตหรือถูกเรียกเงินเพิ่ม
Long Call Options คือการซื้อสิทธิในการทำกำไรเมื่อคุณคาดการณ์ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวขาขึ้น เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับนักลงทุนที่มองว่าดัชนี SET50 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
การเทรด Long Call ทำงานตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
ขั้นตอนที่ 1: จ่ายค่าพรีเมียมเพื่อซื้อสิทธิ
คุณจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง (เช่น 600 บาท) เพื่อซื้อ Call Options ที่ให้สิทธิคุณทำกำไรเมื่อ SET50 ขึ้น เงินที่จ่ายนี้คือความเสี่ยงสูงสุดของคุณ
ขั้นตอนที่ 2: รอให้ตลาดเคลื่อนไหว
ถ้า SET50 ขึ้นตามที่คาดการณ์ ราคาของ Call Options ที่คุณถืออยู่ก็จะเพิ่มมูลค่าขึ้นตาม ยิ่งตลาดขึ้นแรงเท่าไหร่ มูลค่า Call Options ก็ยิ่งพุ่งสูงตาม
ขั้นตอนที่ 3: ตัดสินใจปิดสถานะ
คุณสามารถขาย Call Options ออกไปเพื่อทำกำไรได้ทันทีที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันหมดอายุ หรือหากตลาดไม่ขึ้นตามที่คาด คุณก็สามารถตัดขาดทุนหรือปล่อยให้หมดอายุ โดยขาดทุนไม่เกินค่าพรีเมียมที่จ่ายไป
มาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น:
สถานการณ์: คุณวิเคราะห์ว่าดัชนี SET50 ที่อยู่ที่ 715 จุด น่าจะขึ้นไปแตะ 720 จุดในอีกไม่กี่วัน
การดำเนินการ:
กรณีที่ตลาดขึ้นตามคาด:
กรณีที่ตลาดไม่ขึ้นตามคาด:
สังเกตว่าไม่ว่าตลาดจะผันผวนแค่ไหน คุณขาดทุนได้มากสุดแค่ 600 บาท ไม่มีการเรียกเงินเพิ่ม
ข้อดี:
ความเสี่ยง:
Long Call Options เหมาะกับสถานการณ์เหล่านี้:
เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลองเทรด Options ด้วยความเสี่ยงที่จำกัด นักลงทุนที่มีมุมมองว่าตลาดจะขึ้นแต่ไม่อยากใช้เงินลงทุนมาก หรือผู้ที่ต้องการคุมความเสี่ยงให้อยู่ในกรอบที่ชัดเจน
Long Put Options คือการซื้อสิทธิในการทำกำไรเมื่อคุณคาดการณ์ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวขาลง เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้คุณทำกำไรได้แม้ในสถานการณ์ที่ตลาดปรับตัวลง ซึ่งต่างจากการซื้อหุ้นปกติที่ทำกำไรได้เฉพาะเมื่อตลาดขึ้นเท่านั้น
การเทรด Long Put มีหลักการคล้ายกับ Long Call แต่ทำงานในทิศทางตรงข้าม
ขั้นตอนที่ 1: จ่ายค่าพรีเมียมเพื่อซื้อสิทธิ
คุณจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง (เช่น 600 บาท) เพื่อซื้อ Put Options ที่ให้สิทธิคุณทำกำไรเมื่อ SET50 ลง ค่าพรีเมียมนี้คือความเสี่ยงสูงสุด
ขั้นตอนที่ 2: รอให้ตลาดเคลื่อนไหว
ถ้า SET50 ลงตามที่คาดการณ์ ราคาของ Put Options ที่คุณถืออยู่ก็จะเพิ่มมูลค่าขึ้น ยิ่งตลาดลงแรงเท่าไหร่ มูลค่า Put Options ก็ยิ่งสูงขึ้นตาม
ขั้นตอนที่ 3: ตัดสินใจปิดสถานะ
เมื่อได้กำไรตามเป้าหมาย คุณสามารถขาย Put Options ออกไปได้ทันที หรือถ้าตลาดไม่ลงตามคาด คุณก็สามารถตัดขาดทุนหรือถือจนหมดอายุ โดยขาดทุนสูงสุดไม่เกินค่าพรีเมียม
มาดูตัวอย่างการใช้งาน Long Put ในสถานการณ์จริง เช่น คุณวิเคราะห์ว่าดัชนี SET50 ที่อยู่ที่ 743 จุด มีแนวโน้มจะปรับตัวลงมาที่ 718 จุดในอีกไม่กี่วัน
การดำเนินการ:
กรณีที่ตลาดลงตามคาด:
กรณีที่ตลาดไม่ลงตามคาด:
อีกครั้งที่เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าจะคาดการณ์ถูกหรือผิด คุณรู้ตั้งแต่ต้นว่าขาดทุนได้มากที่สุดเท่าไหร่
ข้อดี:
ความเสี่ยง:
Long Put Options เหมาะกับสถานการณ์เหล่านี้
เหมาะกับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นและต้องการป้องกันความเสี่ยง นักลงทุนที่มองเห็นสัญญาณตลาดขาลงและต้องการทำกำไรจากโอกาสนี้ หรือผู้ที่ต้องการเครื่องมือที่หลากหลายในการทำกำไร
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น มาดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Long Call และ Long Put
หัวข้อเปรียบเทียบ | Long Call Options | Long Put Options |
ทิศทางที่คาดการณ์ | คาดว่าตลาดจะขึ้น | คาดว่าตลาดจะลง |
เมื่อไหร่จะมีกำไร | เมื่อ SET50 ขึ้นสูงกว่า Break Even Point | เมื่อ SET50 ลงต่ำกว่า Break Even Point |
โอกาสกำไรสูงสุด | ไม่จำกัด (ตลาดขึ้นไปเรื่อยๆ) | จำกัดที่ Strike Price (ตลาดต่ำสุดคือ 0) |
ขาดทุนสูงสุด | ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป | ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป |
การใช้งาน | เก็งกำไรตลาดขาขึ้น | เก็งกำไรตลาดขาลง หรือป้องกันความเสี่ยงพอร์ต |
ตัวอย่างสถานการณ์ | มองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว หุ้นน่าจะขึ้น | มองว่ามีปัจจัยลบ หุ้นน่าจะปรับฐาน |
ความแตกต่างหลักระหว่าง Long Call และ Long Put อยู่ที่มุมมองต่อทิศทางตลาด:
นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจในทิศทาง
ซื้อทั้ง Call และ Put ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่มั่นใจว่าตลาดจะเหวี่ยงแรงแน่ๆ คุณสามารถซื้อทั้ง Call และ Put ไว้พร้อมกัน (เรียกว่า Long Straddle) เป็นการดักไว้ทั้ง 2 ทาง ลุ้นว่าการเหวี่ยงของตลาดจะแรงเกินเงินที่ลงทุนไว้ ทำให้ได้กำไร
ทั้ง Long Call และ Long Put มีข้อดีร่วมกันคือขาดทุนแบบจำกัด กำไรแบบไม่จำกัด (หรือจำกัดเฉพาะ Put ที่ตลาดต่ำสุดคือ 0) กำไรจึงจำกัดที่ Strike Price
ข้อดีนี้สำคัญมาก เพราะคุณรู้ตั้งแต่ต้นว่าจะเสียได้มากสุดเท่าไหร่ (คือค่าพรีเมียมที่จ่ายไป) ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุนมหาศาลหรือถูกเรียกเงินเพิ่ม สามารถนอนหลับสบายได้
ในขณะเดียวกัน ถ้าตลาดเคลื่อนไหวเป็นไปตามที่คาดการณ์ คุณมีโอกาสทำกำไรได้หลายเท่าของเงินลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความเสี่ยงที่ชัดเจนแต่โอกาสกำไรที่สูง

หลังจากที่เข้าใจ Long Call และ Long Put แล้ว คุณอาจสงสัยว่าจะเริ่มต้นใช้งานอย่างไร นี่คือที่มาของ Options Wizard เครื่องมือใหม่ในแอป Streaming ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้การเทรด Options ง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่
แทนที่คุณจะต้องนั่งไล่หาสัญญา Options ที่อยากซื้อ คำนวณค่าพรีเมียม หาวันหมดอายุเอง Options Wizard จะช่วยแนะนำให้คุณทุกอย่าง ในเพียง 3 ขั้นตอน:
ขั้นตอนที่ 1: คาดการณ์ทิศทาง
บอกแค่ว่าคุณคิดว่า SET50 จะขึ้นหรือลง ระบบจะแนะนำ Call Options (ถ้าคาดว่าขึ้น) หรือ Put Options (ถ้าคาดว่าลง) ให้อัตโนมัติ คุณยังสามารถระบุดัชนีเป้าหมายได้ด้วย เช่น คาดว่า SET50 จะขึ้นจาก 715 ไปแตะ 720 จุด
ขั้นตอนที่ 2: เลือกสัญญา
Options Wizard จะคัดกรองและแสดงสัญญาที่เหมาะสมตามทิศทางที่คุณเลือก พร้อมแสดงข้อมูลสำคัญอย่างเข้าใจง่าย:
ขั้นตอนที่ 3: กำหนดเงินลงทุน
ระบุจำนวนสัญญาที่ต้องการ ระบบจะแสดงเงินลงทุนรวมและความเสี่ยงขาดทุนสูงสุด (ซึ่งเท่ากับเงินลงทุนเสมอ) ให้คุณเห็นก่อนยืนยัน
หากคุณพร้อมที่จะเริ่มใช้ Long Call และ Long Put เพื่อทำกำไรในทุกสภาวะตลาด คุณสามารถเข้าใช้ Options Wizard ได้ง่ายๆ ผ่านแอป Streaming
Long Call คือการซื้อสิทธิ คุณจ่ายค่าพรีเมียมเพื่อซื้อสิทธิในการทำกำไรเมื่อตลาดขึ้น ความเสี่ยงของคุณจำกัดอยู่แค่ค่าพรีเมียมที่จ่ายไป
Short Call คือการขายสิทธิ คุณรับค่าพรีเมียมจากผู้ซื้อ แต่มีหน้าที่ต้องชดเชยผลขาดทุนให้ผู้ซื้อถ้าตลาดขึ้น ความเสี่ยงของคุณไม่จำกัด และอาจถูกเรียกเงินประกันเพิ่ม
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มจาก Long Call หรือ Long Put เสียก่อน เพราะความเสี่ยงจำกัด คุมได้ และเข้าใจง่ายกว่า เมื่อมีประสบการณ์และความรู้มากขึ้นจึงค่อยศึกษา Short Options
เงินลงทุนขึ้นอยู่กับค่าพรีเมียมของสัญญาและจำนวนสัญญาที่คุณต้องการซื้อ
ตัวอย่าง:
โดยทั่วไปค่าพรีเมียมจะอยู่ในช่วงหลักร้อยถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับระยะห่างของ Strike Price กับดัชนีปัจจุบัน และระยะเวลาจนกว่าจะหมดอายุ
Options Wizard จะแสดงเงินลงทุนขั้นต่ำให้คุณเห็นในแต่ละสัญญา ก่อนที่คุณจะตัดสินใจส่งคำสั่ง ทำให้คุณวางแผนการเงินได้สะดวก
ได้ คุณสามารถถือ Long Call หรือ Long Put ไปจนกว่าสัญญาจะหมดอายุ
อะไรเกิดขึ้นเมื่อหมดอายุ
แม้ว่าคุณจะถือไปจนหมดอายุได้ แต่หลายครั้งการปิดสถานะก่อนหมดอายุอาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อคุณได้กำไรตามเป้าหมายแล้ว เพราะ Options จะมีมูลค่าลดลงตามเวลา (Time Decay) ยิ่งใกล้หมดอายุมูลค่ายิ่งลด
Long Call และ Long Put Options เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและลง ด้วยความเสี่ยงที่จำกัดและคุมได้
คุมความเสี่ยงได้, ไม่ถูกเรียกเงินเพิ่ม, ใช้เงินลงทุนน้อย, ทำกำไรได้ 2 ทาง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย Options Wizard เครื่องมือในแอป Streaming ที่ช่วยให้เทรด Options ง่ายใน 3 ขั้นตอน พร้อมแนะนำสัญญาและแสดงความเสี่ยงอย่างชัดเจน
พร้อมคว้าโอกาสทำกำไรในทุกจังหวะตลาดแล้วหรือยัง? เริ่มต้นใช้งาน Options Wizard วันนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง