ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างผู้ผลิตชิปรายใหม่ขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องทั่วโลก
โดยเอเชียถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การผลิตขั้นต้นไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง โดยผู้ผลิตชิปในเอเชียมีระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ชิปอุตสาหกรรม วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักร ไปจนถึงการบรรจุและทดสอบ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก
แต่นักลงทุนไทยรู้หรือไม่ว่า กว่าเอเชียจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกนั้น เส้นทางการพัฒนา และบทบาทของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจเพื่อประเมินจุดแข็ง จุดอ่อนของการลงทุนในธีมเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จและยังคงเป็นผู้นำของโลก ประกอบด้วย
1. ไต้หวัน ประเทศเล็กที่กลายเป็นฐานการผลิตชิปของโลก
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้ข้อจำกัดด้านขนาดประเทศ และทรัพยากร รัฐบาลไต้หวันจึงเลือกยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน คือการวางประเทศเป็น “ฐานการผลิตให้บริษัทเทคโนโลยีโลก” ผ่านโมเดลโรงงานรับจ้างผลิต (Foundry) ที่เป็นกลาง และไม่แข่งขันกับลูกค้า
โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ทั้งด้านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้ไต้หวันสามารถสะสมความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตได้อย่างลึกซึ้ง
ปัจจุบัน ไต้หวันเป็นศูนย์กลางการผลิต Logic chips และ Foundry ระดับสูงของโลก โดยมีผู้ประกอบการหลักอย่าง TSMC ผู้ให้บริการรับจ้างผลิตชิปขั้นสูง และ MediaTek ผู้ออกแบบและพัฒนาชิป จากรายงานของ International Trade Administration อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจหลัก ที่คิดเป็นราว 15–20% ของ GDP และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ โดยมีแนวโน้มการเติบโตจากความต้องการชิปขั้นสูงสำหรับ AI และระบบดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. เกาหลีใต้ บนเส้นทางการเติบโตของเศรษฐกิจจาก Memory Chips
ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เกาหลีใต้เริ่มยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากการผลิตสินค้าราคาต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รัฐบาลจึงหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรม Memory chips ที่สามารถขยายการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว
โดยมีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK hynix เป็นผู้ประกอบการหลักของอุตสาหกรรม ร่วมกับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ทำให้การลงทุนสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้เกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำของโลก
ปัจจุบัน เกาหลีใต้เป็นผู้นำโลกด้าน Dynamic Random Access Memory (DRAM) และ High Bandwidth Memory (HBM) ที่เป็นชิปหลักของระบบ AI และ Data Center โดย International Trade Administration รายงานว่าอุตสาหกรรมหน่วยความจำคิดเป็นราว 7–10% ของ GDP และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเกาหลีใต้ ขณะที่การเติบโตของ AI ช่วยยกระดับคุณภาพรายได้ของอุตสาหกรรม แม้ราคาของชิปจะยังมีลักษณะเป็นวัฏจักรอยู่ก็ตาม
3. ญี่ปุ่น ผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ในการผลิตชิปที่ครบวงจร
หลังปลายทศวรรษ 1980 บทบาทของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เริ่มเปลี่ยนไป ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลจึงปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมความแม่นยำของประเทศ มากกว่าการแข่งขันในเทคโนโลยีปลายน้ำที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนสูง
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้นำด้าน Analog, Power และ Discrete chips รวมถึงวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่เป็นคอขวดของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยความเชี่ยวชาญเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับภาคยานยนต์ และเครื่องจักร ประกอบด้วยบริษัทผู้นำอย่าง Renesas ผู้พัฒนาและผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และ Tokyo Electron ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตชิป
โดยญี่ปุ่นมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ต้องพึ่งพาชิปที่มีความเสถียรสูงและอายุการใช้งานยาวนาน
4. จีน ปรับโหมดสร้างอุตสาหกรรมชิปเพื่อพึ่งพาตนเอง
การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการตระหนักมาอย่างต่อเนื่อง ว่าการพึ่งพาการนำเข้าชิป โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก และสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจในระยะยาว จีนจึงเริ่มวางรากฐานอุตสาหกรรมชิปตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ผ่านการจัดตั้งผู้ผลิตในประเทศอย่าง SMIC และ Hua Hong Semiconductor ในฝั่งการผลิตชิป รวมถึง Cambricon ในส่วนของการพัฒนาชิปประมวลผลเฉพาะทาง ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและการอาศัยขนาดตลาดภายในประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แม้เทคโนโลยียังตามหลังผู้นำโลก แต่การใช้งานในอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมชิประดับกลาง–ล่างสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงปีที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ตอกย้ำความเปราะบางของห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเร่งตัวของเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้รัฐบาลจีนยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นยุทธศาสตร์หลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 เพื่อมุ่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในระยะยาว
จากภาพรวมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย จะเห็นได้ว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยระยะสั้นหรือความได้เปรียบของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นผลจากโครงสร้างการผลิต และบทบาทที่ถูกวางไว้อย่างชัดเจนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในบริบทที่ชิปกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ และเป็นเหตุผลที่นักลงทุนควรมองอุตสาหกรรมชิปเอเชียในฐานะธีมการลงทุนระยะกลางถึงยาว มากกว่าการเก็งกำไรตามวัฏจักรในระยะสั้น
ASEMI24 คือคำตอบสำหรับนักลงทุนไทยในธีมเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย
ASEMI24 เป็นตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศของ GLOBAL X Asia Semiconductor ETF ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชีย ผ่านการลงทุนในหุ้นชั้นนำกว่า 40 บริษัท โดยถ่วงน้ำหนักตาม Market Cap ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตชิป ผู้ผลิตอุปกรณ์ และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปขั้นสูง
ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 ASEMI24 กระจายการลงทุนในประเทศผู้นำอุตสาหกรรม Semiconductor ของเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้ราว 30% ญี่ปุ่น 25% ไต้หวัน 24% และจีน 20% สะท้อนการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ชิปหน่วยความจำ โรงงานผลิตชิปขั้นสูง ไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบชิป
เราเชื่อว่า ASEMI24 เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปเอเชียผ่าน DR ที่มีการกระจายการลงทุนครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ขณะที่แนวโน้มกำไรของกลุ่มยังเร่งตัวต่อเนื่อง จากแรงหนุนของการลงทุนใน AI และ Data Center และระดับ Valuation (17x) อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมโลก (29x) นักลงทุนที่สนใจสามารถทยอยซื้อสะสมได้
บทความที่เกี่ยวข้อง