SET50 Options คืออะไร? คู่มือเทรดสำหรับมือใหม่

โดย Settrade

SET50 Options คืออะไร? คู่มือเทรดสำหรับมือใหม่

โดย Settrade

SET50 Options คืออะไร? คู่มือเทรดสำหรับมือใหม่

SET50 Options เป็นหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากความผันผวนของตลาดหุ้นไทยผ่านดัชนี SET50 ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมากและความเสี่ยงที่จำกัด หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับ SET50 Options อย่างละเอียด พร้อมแนะนำวิธีเทรดผ่าน Options Wizard เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อมือใหม่โดยเฉพาะ

202507-Article-Options-wizard-guide-img01

ทำความรู้จัก SET50 Index Options

SET50 Options คืออะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่าย

SET50 Options คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อหรือขายดัชนี SET50 ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Strike Price) ภายในวันหมดอายุที่กำหนด โดยผู้ซื้อจะต้องจ่าย "ค่าพรีเมียม" เพื่อได้สิทธินี้มา

คิดง่ายๆ ว่า SET50 Options ก็เหมือนกับการจองสินค้าล่วงหน้า คุณจ่ายค่ามัดจำเล็กน้อยเพื่อล็อกราคาไว้ หากราคาในอนาคตเคลื่อนไหวเป็นไปตามที่คาดการณ์ คุณก็สามารถทำกำไรได้ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาด คุณก็เสียเพียงค่ามัดจำที่จ่ายไปเท่านั้น

SET50 Options มี 2 ประเภทหลัก:
  • Call Options - สิทธิในการซื้อ (ใช้เมื่อคาดว่าตลาดจะขึ้น)
  • Put Options - สิทธิในการขาย (ใช้เมื่อคาดว่าตลาดจะลง)

ทำไม SET50 Options ถึงน่าสนใจ

SET50 Options มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายประการ:

ใช้เงินลงทุนน้อย - เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นจริงหรือเทรด Futures คุณสามารถเข้าถึงตลาดด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท

ความเสี่ยงที่จำกัด - สำหรับผู้ซื้อ Options (Long Position) ความเสี่ยงสูงสุดคือค่าพรีเมียมที่จ่ายไป ไม่ต้องกังวลเรื่องการล้างพอร์ต

มีโอกาสทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและลง - ด้วยทางเลือกระหว่าง Call และ Put Options คุณสามารถวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับทุกสภาวะตลาด

Leverage สูง - การเคลื่อนไหวของราคา Options มักจะมากกว่าการเคลื่อนไหวของตัวดัชนี ทำให้มีโอกาสทำกำไรได้หลายเท่า

องค์ประกอบสำคัญของ SET50 Options ที่ต้องรู้ก่อนเทรด

ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) และวันหมดอายุ (Expiration Date)

คือราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาที่ผู้ถือสิทธิจะซื้อหรือขายดัชนี SET50 การเลือก Strike Price เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเทรด:

  • Strike Price ใกล้กับราคาตลาดปัจจุบัน (At-the-Money) มักมีสภาพคล่องสูง
  • Strike Price ต่ำกว่าราคาตลาด (In-the-Money) สำหรับ Call มีค่าพรีเมียมสูงกว่า
  • Strike Price สูงกว่าราคาตลาด (Out-of-the-Money) สำหรับ Call มีค่าพรีเมียมต่ำกว่า

วันหมดอายุ (Expiration Date) คือวันสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิได้ SET50 Options จะหมดอายุในวันพฤหัสบดีที่สามของเดือนที่กำหนด โดยปกติจะมีสัญญาที่หมดอายุในเดือนไตรมาส (มีนาคม มิถุนายน กันยายน ธันวาคม)

ยิ่งเหลือเวลาถึงวันหมดอายุมาก ค่าพรีเมียมก็จะยิ่งสูง เพราะมีโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

ตัวคูณสัญญา (Multiplier)

ตัวคูณสัญญาของ SET50 Options คือ 1,000 บาท หมายความว่า การเคลื่อนไหวของดัชนี 1 จุด จะมีมูลค่าเทียบเท่า 1,000 บาท

ตัวอย่าง: หากคุณซื้อ Call Options 1 สัญญา ที่ราคา 2.5 บาท คุณจะต้องจ่ายค่าพรีเมียมทั้งหมด 2.5 x 1,000 = 2,500 บาท

ค่าพรีเมี่ยม (Premium)

ค่าพรีเมียมคือราคาที่ผู้ซื้อต้องจ่ายเพื่อซื้อสิทธิในการซื้อขาย Options ค่าพรีเมียมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง:

  • ระยะห่างระหว่าง Strike Price กับราคาตลาดปัจจุบัน
  • ระยะเวลาจนถึงวันหมดอายุ
  • ความผันผวนของตลาด (Implied Volatility)
  • อัตราดอกเบี้ย

สำหรับผู้ซื้อ Long Options ค่าพรีเมียมนี้คือความเสี่ยงสูงสุดที่จะเสียได้ ซึ่งเป็นข้อดีสำคัญของการเทรด Options

เริ่มต้นเทรด SET50 Options กับ Options Wizard

ขั้นตอนที่ 1: เปิดบัญชีซื้อขายอนุพันธ์ (TFEX)

ก่อนจะเทรด SET50 Options คุณต้องมีบัญชีซื้อขายอนุพันธ์ (TFEX Account) ก่อน โดยสามารถเปิดได้ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่เป็นสมาชิกตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

หรือหากคุณมีบัญชีหุ้นกับ บล. ที่มี Streaming อยู่แล้ว สามารถเข้าแอป Streaming ไปที่เมนู More แล้วเลือก “Open TFEX” ได้เลย

ขั้นตอนที่ 2: การเติมเงิน

สำหรับการซื้อ Options (Long Position) ผ่าน Options Wizard คุณไม่ต้องวางหลักประกันเหมือน Futures เพียงแค่มีเงินเพียงพอในบัญชีเพื่อจ่ายค่าพรีเมียม โดยเติมเงินผ่านช่องทางที่แต่ละ บล. กำหนด

ข้อดีของการซื้อ Options คือ ไม่มีการเรียกเงินประกันเพิ่ม (No Margin Call) แม้ว่าตลาดจะเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ คุณก็จะขาดทุนได้สูงสุดไม่เกินค่าพรีเมียมที่จ่ายไปเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 3: การส่งคำสั่งซื้อ Options

Options Wizard ช่วยให้คุณเลือกและซื้อ Options ได้ง่าย ๆ โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

1. คาดการณ์ทิศทาง

  • เลือกว่าคุณคิดว่าดัชนี SET50 จะขึ้น (ตลาดขึ้น) หรือลง (ตลาดลง)
  • สามารถกรอกดัชนีเป้าหมายที่คาดการณ์ได้ (Optional) เพื่อดูผลตอบแทนที่คาดหวัง
  • มีตัวช่วยแสดง % การเพิ่มขึ้นเทียบกับค่าดัชนีปัจจุบัน

2. เลือกสัญญา

  • Options Wizard จะแนะนำสัญญาที่เหมาะสมตามทิศทางที่คุณเลือก
  • สัญญาจะเรียงตามจุดเริ่มทำกำไร (Break Even) จากใกล้ไปไกล
  • แต่ละสัญญาจะแสดงข้อมูล:
    • จุดเริ่มต้นทำกำไร (Break Even)
    • เป้าหมายดัชนีที่คาดการณ์
    • ผลตอบแทนที่คาดหวัง (เป็นเท่าเทียบกับเงินลงทุน)
    • เงินลงทุนขั้นต่ำสำหรับ 1 สัญญา

3. กำหนดเงินลงทุน

  • ระบุจำนวนสัญญาที่ต้องการซื้อ
  • แอปจะแสดงเงินลงทุนรวมและความเสี่ยงขาดทุนสูงสุด
  • มีตัวช่วยเลือกจำนวนสัญญา (1, 2, 3, 5 สัญญา)

การปิดสถานะ:

  • คุณสามารถปิดสถานะได้ทุกเวลาผ่านเมนู "พอร์ตออปชัน"
  • เลือกได้ว่าจะปิดทั้งหมดหรือบางส่วน
  • เลือกได้ระหว่างส่งคำสั่งแบบ Market Price หรือ Limit Price

กลยุทธ์การเทรด SET50 Options พื้นฐาน

กลยุทธ์ Long Call: เมื่อมองว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวขึ้น

Long Call คือการซื้อ Call Options เมื่อคุณคาดการณ์ว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวขึ้น เป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่เหมาะสำหรับมือใหม่

เมื่อไหร่ควรใช้:

  • เมื่อมองว่าตลาดมีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน
  • มีปัจจัยบวกที่จะหนุนตลาด เช่น ข่าวเศรษฐกิจดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ตลาดกำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น (Uptrend)

ข้อดี:

  • ความเสี่ยงจำกัดเพียงค่าพรีเมียม
  • โอกาสกำไรไม่จำกัด หากตลาดพุ่งแรง
  • ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นจริง

ข้อควรระวัง:

  • มูลค่าจะลดลงตามเวลา (Time Decay)
  • ถ้าตลาดไม่ขึ้นตามที่คาด อาจขาดทุนทั้งหมด
  • ต้องถูกทิศทางและจังหวะเวลา

กลยุทธ์ Long Put: เมื่อมองว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวลง

Long Put คือการซื้อ Put Options เมื่อคุณคาดการณ์ว่าดัชนี SET50 จะปรับตัวลง เป็นวิธีการทำกำไรจากตลาดขาลงโดยไม่ต้องขายชอร์ต

เมื่อไหร่ควรใช้:

  • เมื่อมองว่าตลาดมีแนวโน้มขาลงชัดเจน
  • มีปัจจัยลบที่จะกดดันตลาด เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • ตลาดกำลังอยู่ในเทรนด์ขาลง (Downtrend)
  • ต้องการป้องกันความเสี่ยงพอร์ตหุ้น (Hedging)

ข้อดี:

  • ทำกำไรได้จากตลาดขาลง
  • ความเสี่ยงจำกัดเพียงค่าพรีเมียม
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการยืมหุ้นเพื่อขายชอร์ต

ข้อควรระวัง:

  • มูลค่าจะลดลงตามเวลา
  • ตลาดมักมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว
  • ต้องจับจังหวะให้ดี

ตัวอย่างการคำนวณกำไร-ขาดทุนเบื้องต้น

ตัวอย่าง Long Call:

สมมติ:

  • ดัชนี SET50 ปัจจุบันอยู่ที่ 900 จุด
  • คุณซื้อ Call Options Strike 920 หมดอายุ 60 วัน
  • ค่าพรีเมียม 3 บาท/สัญญา
  • คุณซื้อ 1 สัญญา = เสียค่าพรีเมียม 3 x 1,000 = 3,000 บาท

กรณีที่ 1: ตลาดขึ้นเป็นไปตามคาด

  • ดัชนี SET50 ปรับขึ้นไป 950 จุดก่อนหมดอายุ
  • ราคา Call Options อาจพุ่งขึ้นไปที่ 32 บาท
  • คุณขายปิดสถานะที่ 32 บาท
  • กำไร = (32 - 3) x 1,000 = 29,000 บาท
  • ผลตอบแทน = 29,000 / 3,000 = 967% หรือเกือบ 10 เท่า

กรณีที่ 2: ตลาดไม่เป็นไปตามคาด

  • ดัชนี SET50 ไม่ขึ้นหรือลง อยู่ที่ 895 จุด
  • Call Options หมดอายุแบบไม่มีมูลค่า
  • ขาดทุน = 3,000 บาท (จำกัดเฉพาะค่าพรีเมียม)

ตัวอย่าง Long Put:

สมมติ:

  • ดัชนี SET50 ปัจจุบันอยู่ที่ 900 จุด
  • คุณซื้อ Put Options Strike 880 หมดอายุ 60 วัน
  • ค่าพรีเมียม 2.5 บาท/สัญญา
  • คุณซื้อ 1 สัญญา = เสียค่าพรีเมียม 2.5 x 1,000 = 2,500 บาท

กรณีที่ 1: ตลาดลงเป็นไปตามคาด

  • ดัชนี SET50 ปรับลงไป 850 จุด
  • ราคา Put Options อาจพุ่งขึ้นไปที่ 25 บาท
  • คุณขายปิดสถานะที่ 25 บาท
  • กำไร = (25 - 2.5) x 1,000 = 22,500 บาท
  • ผลตอบแทน = 22,500 / 2,500 = 900% หรือ 9 เท่า

กรณีที่ 2: ตลาดไม่เป็นไปตามคาด

  • ดัชนี SET50 ขึ้นไปที่ 920 จุด
  • Put Options หมดอายุแบบไม่มีมูลค่า
  • ขาดทุน = 2,500 บาท (จำกัดเฉพาะค่าพรีเมียม)

ข้อดีและความเสี่ยงของการเทรด SET50 Options

ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) และวันหมดอายุ (Expiration Date)

คือราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาที่ผู้ถือสิทธิจะซื้อหรือขายดัชนี SET50 การเลือก Strike Price เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเทรด:

  • Strike Price ใกล้กับราคาตลาดปัจจุบัน (At-the-Money) มักมีสภาพคล่องสูง
  • Strike Price ต่ำกว่าราคาตลาด (In-the-Money) สำหรับ Call มีค่าพรีเมียมสูงกว่า
  • Strike Price สูงกว่าราคาตลาด (Out-of-the-Money) สำหรับ Call มีค่าพรีเมียมต่ำกว่า

วันหมดอายุ (Expiration Date) คือวันสุดท้ายที่สามารถใช้สิทธิได้ SET50 Options จะหมดอายุในวันพฤหัสบดีที่สามของเดือนที่กำหนด โดยปกติจะมีสัญญาที่หมดอายุในเดือนไตรมาส (มีนาคม มิถุนายน กันยายน ธันวาคม)

ยิ่งเหลือเวลาถึงวันหมดอายุมาก ค่าพรีเมียมก็จะยิ่งสูง เพราะมีโอกาสที่ราคาจะเคลื่อนไหวได้มากขึ้น

ตัวคูณสัญญา (Multiplier)

ตัวคูณสัญญาของ SET50 Options คือ 1,000 บาท หมายความว่า การเคลื่อนไหวของดัชนี 1 จุด จะมีมูลค่าเทียบเท่า 1,000 บาท

ตัวอย่าง: หากคุณซื้อ Call Options 1 สัญญา ที่ราคา 2.5 บาท คุณจะต้องจ่ายค่าพรีเมียมทั้งหมด 2.5 x 1,000 = 2,500 บาท

ค่าพรีเมี่ยม (Premium)

ค่าพรีเมียมคือราคาที่ผู้ซื้อต้องจ่ายเพื่อซื้อสิทธิในการซื้อขาย Options ค่าพรีเมียมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง:

  • ระยะห่างระหว่าง Strike Price กับราคาตลาดปัจจุบัน
  • ระยะเวลาจนถึงวันหมดอายุ
  • ความผันผวนของตลาด (Implied Volatility)
  • อัตราดอกเบี้ย

สำหรับผู้ซื้อ Long Options ค่าพรีเมียมนี้คือความเสี่ยงสูงสุดที่จะเสียได้ ซึ่งเป็นข้อดีสำคัญของการเทรด Options

ข้อดีคือใช้เงินลงทุนน้อย, จำกัดผลขาดทุนได้ และมีกลยุทธ์หลากหลาย

ใช้เงินลงทุนน้อย (Low Capital Requirement)

  • เริ่มต้นได้ตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาท
  • ไม่ต้องใช้เงินเต็มจำนวนเหมือนการซื้อหุ้น
  • เข้าถึงตลาดได้ง่ายสำหรับนักลงทุนมือใหม่

จำกัดผลขาดทุนได้ (Limited Risk)

  • สำหรับผู้ซื้อ Long Options ความเสี่ยงสูงสุดคือค่าพรีเมียมเท่านั้น
  • ไม่มีการเรียกเงินประกันเพิ่ม (No Margin Call)
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการล้างพอร์ต
  • รู้ล่วงหน้าว่าจะเสียได้มากสุดเท่าไหร่

มีกลยุทธ์หลากหลาย (Versatile Strategies)

  • ทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและลง
  • สามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging)
  • สร้างกลยุทธ์ที่ซับซ้อนได้หลากหลายรูปแบบ

Leverage สูง

  • การเคลื่อนไหวเล็กน้อยของดัชนีส่งผลมากต่อราคา Options
  • มีโอกาสทำกำไรได้หลายเท่าของเงินลงทุน
  • เหมาะกับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยงที่มูลค่าลดลงตามเวลา (Time Decay) และความผันผวนของตลาด

มูลค่าลดลงตามเวลา (Time Decay / Theta)

  • Options จะมีมูลค่าลดลงทุกวันจนกว่าจะหมดอายุ
  • ยิ่งใกล้วันหมดอายุ มูลค่าจะลดลงเร็วขึ้น
  • แม้ตลาดไม่เคลื่อนไหว ก็อาจขาดทุนจาก Time Decay
  • ต้องจับจังหวะเวลาให้ถูกต้อง

ความผันผวนของตลาด (Volatility Risk)

  • ถ้าตลาดไม่เคลื่อนไหวตามที่คาด Options อาจหมดอายุแบบไร้มูลค่า
  • Implied Volatility ที่ลดลงทำให้ค่าพรีเมียมลดลง
  • ต้องคาดการณ์ทิศทางและความแรงของการเคลื่อนไหวให้ถูก

ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง (Liquidity Risk)

  • สัญญาบางตัวอาจมีสภาพคล่องต่ำ
  • Bid-Ask Spread อาจกว้าง ทำให้ต้นทุนในการเข้าออกสูง
  • อาจปิดสถานะไม่ได้ในราคาที่ต้องการ

ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์

  • Options มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อราคา (Greeks)
  • ต้องศึกษาและเข้าใจผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนเทรด
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ยังไม่มีความรู้เพียงพอ

Options Wizard เทรด USD ได้แล้ว

Options Wizard ได้เพิ่มความสามารถใหม่ที่ทำให้นักลงทุนสามารถเทรด Options ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ได้แล้ว นอกเหนือจากการเทรด SET50 Options ที่เป็นหลักทรัพย์อ้างอิงจากตลาดหุ้นไทย

คุณสมบัติใหม่นี้เปิดโอกาสให้คุณ:

  • กระจายความเสี่ยง โดยการลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศ
  • ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หากคุณมีธุรกรรมในสกุล USD
  • เข้าถึงโอกาสการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น ในตลาดสกุลเงิน

การใช้งานง่ายเหมือนเดิม ผ่านอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรของ Options Wizard ที่ออกแบบมาให้เข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่ แต่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับนักเทรดมืออาชีพ

สรุปบทความ

SET50 Options เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนทำกำไรจากความผันผวนของตลาดหุ้นไทยด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงและความเสี่ยงที่จำกัด โดยมีข้อดีสำคัญคือ ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท ขาดทุนสูงสุดไม่เกินค่าพรีเมียม ไม่มีการเรียกเงินประกันเพิ่ม และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและลง

องค์ประกอบที่ต้องเข้าใจก่อนเทรด ได้แก่ ดัชนี SET50, Call/Put Options, Strike Price, วันหมดอายุ และค่าพรีเมียม กลยุทธ์พื้นฐานมี 2 แบบคือ Long Call (เมื่อมองว่าตลาดจะขึ้น) และ Long Put (เมื่อมองว่าตลาดจะลง) แต่ต้องระวังความเสี่ยงจาก Time Decay และความผันผวนของตลาด

Options Wizard ช่วยให้การเทรด SET50 Options ง่ายขึ้นด้วยการส่งคำสั่งเพียง 3 ขั้นตอน: คาดการณ์ทิศทาง, เลือกสัญญา และกำหนดเงินลงทุน พร้อมแสดงข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจอย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นเทรด Options อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังรองรับการเทรด USD Options ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการลงทุนได้มากขึ้น

เริ่มต้นเทรด SET50 Options ผ่าน Options Wizard บนแอป Streaming และค้นพบโอกาสใหม่ในการทำกำไรจากทุกจังหวะตลาด

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.settrade.com/optionswizard 

แท็กที่เกี่ยวข้อง: set50 option set50 option คือ

  บทความที่เกี่ยวข้อง