Old Buffett Never Die, He Just Fade Away

โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้า

Old Buffett Never Die, He Just Fade Away

โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้า
280926-01

วันที่ 19 เมษายน 1951 ดักลาส แม็คอาเธอร์  นายพล 5 ดาวและวีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา  ได้กล่าวสุนทรพจน์อำลาชีวิตทหารในสภาคองเกรสของสหรัฐและได้พูดวลีที่กลายเป็น “ตำนานอมตะ” ว่า  Old soldier never die, they just fade away หรือแปลว่า  “ทหารเก่าไม่เคยตาย  พวกเขาก็แค่เลือนหายไป”

 ที่จริงแม็คอาเธอร์ไม่ได้เกษียณหรือลาออกไปเอง  เขาถูก “ปลด” โดยประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมน  เพราะเขาในฐานะผู้บัญชาการกองทัพอเมริกันในสงครามเกาหลีเกิดความขัดแย้งกับประธานาธิบดีในการทำศึกที่เขาเสนอให้รุกรบเข้าไปในจีนที่เข้าร่วมรบกับกองทัพเกาหลีเหนือและสนับสนุนให้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับจีน  ซึ่งอาจจะทำให้กลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 และนั่นทำให้ทรูแมนปฏิเสธและยืนยันหลักการว่าอำนาจการทำสงครามอยู่ในมือของรัฐบาลพลเรือนคือประธานาธิบดี  และเขาไม่ต้องการขยายสงครามออกไป

 ที่จริงถ้าแม็คอาเธอร์จะ  “สู้ต่อ” ก็ทำได้  เพราะในปี 1952 ก็จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่  และในฐานะวีรบุรุษสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกัน  การที่จะได้รับเลือกน่าจะมีความเป็นไปได้สูง  และว่าที่จริงในปี 1952 คนที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีก็คือ นายพล 5 ดาว วีรบุรุษสงครามอีกคนหนึ่งคือ ไอเซนฮาวร์ ซึ่งคุมการรบของกองทัพอเมริกันในยุโรป  อย่างไรก็ตาม  ในแง่ของภาพพจน์การเป็น “แม่ทัพ” หรือการเป็น  “นักรบ” แล้ว  แม็คอาเธอร์  โดดเด่นกว่าไอเซนฮาวร์มาก  แต่เขาเลือกที่จะไม่ลงเล่นการเมือง  ทั้งชีวิตของเขานั้นอุทิศให้กับการเป็นทหาร

ดังนั้น  คำพูดของเขาในสภาจึงถูกตีความว่า เขาในฐานะที่เป็น “ทหารแก่ที่ทำงานมาถึง 52 ปี  และวันนี้เป็นวันที่อาชีพทหารของเขาสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ  แต่การทำงาน ผลงานและ “ตำนาน”  ของเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป  ตราบนานเท่านาน”  หรือพูดง่าย ๆ  เขาจะไม่ต่อต้านหรือต่อสู้กับรัฐบาลเพราะเขาไม่ติดยึดกับอำนาจหรือตำแหน่ง  เขายอมลาออกอย่างสมเกียรติและมีศักดิ์ศรี และเกษียณไปอย่างเงียบ ๆ  เมื่อได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว

ในวันที่ 18 กันยายน 2569 วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาและของโลกได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการของเบิร์กไชร์ แฮทเทอเวย์ และถือเป็นการปิดฉากการบริหารและนำพาเบิร์กไชร์จากบริษัทสิ่งทอที่กำลังจะตาย ให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งหลังจากที่ทำงานในตำแหน่งนี้มา 56 ปี

ในสายตาผม  ถ้า “ทหารอาชีพ” ทุกคนในโลกต่างก็ยกย่องแม็คอาเธอร์ว่าเป็น “สุดยอดทหารที่แท้จริง” ในการต่อสู้ในสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลาย ๆ  แห่ง  ในการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและการดำเนินชีวิตที่น่ายกย่อง  วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็เป็น “นักลงทุนมืออาชีพ” ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ยกย่องว่าเป็น  “สุดยอดนักลงทุนที่แท้จริง” ในการลงทุนในสมรภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือตลาดหุ้นอเมริกาและได้ผลตอบแทนทบต้นถึง 19.7% ต่อปี  ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและชาญฉลาดและดำเนินชีวิตที่น่ายกย่องทั้งทางด้านส่วนตัวและในการทำงานที่เขายึดถือว่าทุกอย่างจะต้องโปร่งใสมีบรรษัทภิบาลสูงสุด

เช่นเดียวกับแม็คอาเฮอร์  หลักการ  แนวทางการลงทุน  และการปฏิบัติตัวของบัฟเฟตต์จะไม่มีวันตาย  แต่จะกลายเป็น “ตำนาน” ที่คนรุ่นหลังจะศึกษาและปฏิบัติตามต่อไป  “ตราบนานเท่านาน” และผมเองอยากจะใช้วลีเดียวกันคือ  “Old Buffett never die, he just fade away”
ส่วนตัวผมเองนั้น  ผมได้พยายามทำตามบัฟเฟตต์มานานไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้วจนตัวเองก็ถือว่าแก่แล้วเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์  ผลจากการนั้นได้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมโหฬารและในทางที่ดีขึ้นมากมาย  ผมคิดว่าการปฏิบัติตามแนวทางแบบบัฟเฟตต์สำหรับผมไม่ใช่เรื่องที่ยากมากและไม่ได้อาศัยความสามารถหรือ IQ ระดับสูงเกินกว่าปกติ แต่ต้องอาศัยศรัทธาที่มั่นคง

ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนแบบบัฟเฟตต์ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมานั้น  ก็สูงแทบจะใกล้เคียงกับที่บัฟเฟตต์ทำได้โดยที่ไม่ต้องอาศัย “พลังเสริม” เช่น  การกู้หนี้หรือเลเวอร์เลจหรือการใช้ข่าวสารภายในหรือการสร้างราคาหุ้นด้วยกระบวนการต่าง ๆ  ทั้งที่ถูกหรือผิดกฎหมาย  ผมรู้สึกว่า  ผมได้ทำสิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์และจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าหรือดีเท่ากับที่ผ่านมาโดยเฉพาะถ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ธรรมาภิบาลลดหย่อนลง

ผมตระหนักว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยในปัจจุบันและต่อจากนี้อีกนานอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้หลักการ VI แบบบัฟเฟตต์ที่ผมใช้สามารถที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีได้เท่ากับสิ่งที่ผ่านมา  ดังนั้น  ผมอาจจะต้องใช้กลยุทธการลงทุนแบบอื่นด้วยโดยเฉพาะในตลาดอื่น ๆ  รวมถึงตลาดหุ้นไทย  แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องมาจากการคิดและเหตุผลแบบ VI ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนไป  และผมเชื่อว่า  “Old VI Never Die, We Just Fade Away” ในวันที่เราเลิกลงทุนและกลับไปใช้ชีวิตที่สงบ

ความคิดและหลักการลงทุนแบบบัฟเฟตต์แบบสั้นที่สุดก็คือ

1) เลือกหุ้นให้คิดเหมือนกับการลงทุนซื้อธุรกิจที่เราอาจจะต้องถือตลอดชีวิต

2) เลือกธุรกิจที่ดีที่สุดแบบที่เป็น “ซุปเปอร์คอมพานี” คือบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทอื่นสูงที่สุดหรือสูงมาก  พูดง่าย ๆ  เป็นบริษัทอันดับหนึ่งหรืออย่างมากก็สอง ในสายตาของลูกค้าหรือผู้บริโภค

3) สถานะหรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจะต้องยั่งยืนและ  “ถาวร” ขนาดที่อีก 10 ปีก็จะเป็นอย่างนั้น

4) สินค้าของบริษัทยังจะเป็นที่ต้องการต่อไปเป็นสิบ ๆ  ปีและไม่มีอะไรมาแทนที่ได้  และมันจะยังเติบโตไปอีกนานในอนาคตอย่างน้อย 10 ปี

5) บริษัทมีกำไรที่ดี  ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูง และโครงสร้างการเงินของบริษัทแข็งแรง  มีหนี้น้อยหรือสามารถจัดการได้อย่างปลอดภัยแม้ในยามยากลำบากทางธุรกิจ

6) ผู้บริหารต้องมีความซื่อสัตย์และเห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

7) ราคาหุ้นจะต้องถูกหรือยุติธรรมเปรียบเทียบกับ “มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง” ที่ประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมที่สุด

8) ซื้อหุ้นน้อยตัวและแต่ละตัวมีขนาดที่มีนัยสำคัญกับพอร์ตโฟลิโอ

9) ไม่เทรดหุ้นหรือซื้อมา-ขายไปในเวลาอันรวดเร็วในแทบทุกกรณี

10) บัฟเฟตต์ไม่มีกลยุทธในการขายหุ้น  เขาบอกว่า  “We have no exit strategy” คือซื้อหุ้นแล้วจะไม่คิดถึงการขายหุ้นเลย  ดังนั้น  ที่ VI ไทยรวมถึงผมพูดว่าเราจะขายหุ้นต่อเมื่อ… เช่นหุ้นแพงเกินไปแล้ว  หรือมีหุ้นที่ดีกว่าแต่เราไม่มีเงินเราก็อาจจะขายหุ้น VI ตัวเดิมเพื่อเอาเงินไปซื้อหุ้น VI ตัวใหม่นั้น  ไม่ใช่แนวทางที่บัฟเฟตต์ทำ

การคิดและทำทุกข้อที่กล่าวข้างต้นจะต้องมั่นใจว่าถูกต้องอย่างน้อย 80-90% ขึ้นไป  ดังนั้น  ต้องไม่มีความลำเอียง เช่น
เพราะเราชอบสินค้าหรือผู้บริหารจึงให้คะแนนบริษัทว่าเป็นบริษัทที่ดีระดับซุปเปอร์สต็อก  ทั้ง ๆ ที่บริษัทโดดเด่นขึ้นมาชั่วคราว  เช่น  บริษัทขายตุ๊กตาที่เป็นที่นิยมหรือเป็นแฟชั่นระดับโลกอย่างรวดเร็ว  เราก็คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นต่อไปอีก 10 ปี  เป็นต้น  หรือ
เราพบว่าบริษัทเป็นซับพลายเออร์ทำชิ้นส่วนให้กับบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI แล้วเราก็คิดว่าบริษัทจะเป็นซุปเปอร์คอมพานี  รายได้และกำไรเติบโตแรงและจะโตต่อไปอีกนาน  และก็เริ่มเห็นแล้วใน 2-3 ไตรมาศหรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา  ตามกระแส AI โลกที่กำลังโตระเบิด
แต่ความจริงที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นก็คือ  มีคู่แข่งที่สามารถผลิตสินค้าแบบเดียวกันได้ทั่วโลกที่ได้เริ่มขยายกำลังผลิตและผลิตสินค้าออกมาแข่งจนในที่สุดก็จะล้นตลาด  รายได้และกำไรของบริษัทก็อาจจะถล่มได้อย่างรวดเร็ว  เป็นต้น  และ   
สินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ทั้งหลายโดยธรรมชาติแล้วแทบจะไม่มีโอกาสที่จะเป็นซุปเปอร์คอมพานีได้เลยเพราะมันแข่งกันที่ราคาเป็นหลัก

 คนที่ “ชนะ” คือคนที่มีต้นทุนต่ำที่สุด  แต่การมีต้นทุนต่ำนั้น  ในระยะยาวก็จะมีคนทำตามได้เสมอ  นอกจากนั้น  บริษัทที่ขายสินค้าด้วยการใช้ราคาที่ต่ำก็มักจะมีกำไรที่ไม่ดีในระยะยาว  แม้ว่าในระยะสั้น 2-3 ปีอาจจะดูว่ากำไรมากเพราะสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่าง เช่น น้ำมัน  ขาดตลาดเพราะสงคราม  แต่ในไม่ช้า  ราคาก็จะลดลงจนบริษัทอาจจะไม่มีกำไรได้

การวิเคราะห์เรื่องของผลประกอบการเป็นเรื่องที่มักจะมีความลำเอียงมากโดยเฉพาะในระยะยาวที่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจกลับไปสู่ “ภาวะปกติ” ที่บริษัท “ควบคุมไม่ได้” และนี่ก็จะเป็นสิ่งที่บอกว่าบริษัทไม่ใช่ซุปเปอร์คอมพานี  เพราะบริษัทที่ดีสุดยอดนั้น  เงื่อนไขสำคัญก็คือ บริษัทมักจะมีอำนาจในการควบคุมรายได้และกำไรในระดับสูงเพราะบริษัทมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” เช่นลูกค้าติดยี่ห้อของบริษัท  หรือบริษัทมี “Network” หรือเครือข่าวที่ลูกค้าจะต้องอยู่หรืออยากอยู่  เป็นต้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้และได้ผลดีเลิศมาตลอดชีวิตและมันจะอยู่ต่อไปอีกนานแม้ว่าเรื่องราวและชีวิตของบัฟเฟตต์กำลังเลือนหายไปจากสังคมของนักลงทุนหลังจากการลาออกจากตำแหน่งประธานเบิร์กไชร์อย่างเป็นทางการ


  บทความที่เกี่ยวข้อง