ข่าวสารการลงทุน

ผลกระทบจากเหตุการณ์พายุลมแรงที่โครงการกาหลง 2 จังหวัดสมุทรสาคร
26 ก.ย. 2566
หลักทรัพย์ SUPEREIF
แหล่งข่าว SUPEREIF
ด้วยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ("บริษัทจัดการ") 
ในฐานะบริษัทจัดการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี (SUPEREIF) ("กองทุนฯ")
ได้รับแจ้งจากบริษัท เฮลท์ แพลนเน็ท เมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ("บริษัทฯ")
เกี่ยวกับเหตุการณ์พายุลมแรงที่โครงการโรงไฟฟ้ากาหลง 2 ("โครงการ") ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกาหลง อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรสาคร โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโครงการ
บริษัทจัดการจึงขอสรุปรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถือหน่วยลงทุนรับทราบดังนี้
เหตุแห่งความเสียหาย	:	พายุลมแรง
ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ		:	วันที่ 20 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 16.45 น.
ผลกระทบ	:	เสาไฟฟ้าคอนกรีตภายในโครงการโค่นล้มจำนวน 51 ต้น 
ส่งผลให้สายไฟในระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำและแรงดันปานกลาง ความยาวตลอดแนวอาคาร powerhouse 1-8 ประมาณ 1,500
เมตร ซึ่งพาดผ่านอยู่บนเสาคอนกรีตดังกล่าวฉีกขาดและหักงอ ตลอดจนอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ
บริเวณเสาไฟฟ้าเกิดการแตกหักเสียหาย ทำให้โครงการไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตั้งแต่บัดนั้น นอกจากนี้
ยังเกิดความเสียหายแก่รั้วลวดหนาม ระบบไฟส่องสว่าง ระบบสื่อสาร
และระบบกล้องวงจรปิดริมรั้วโครงการในบริเวณที่เสาไฟฟ้าโค่นล้ม อย่างไรก็ดี แผงพลังงานแสงอาทิตย์
อาคารควบคุม และอาคาร power house ไม่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
หรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
สถานการณ์ล่าสุด	:	ปัจจุบันยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้เร่งสำรวจความเสียหาย 
และจัดหาอุปกรณ์เพื่อดำเนินการซ่อมแซมให้โครงการสามารถกลับมาผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
โดยบริษัทฯ คาดว่าจะกลับมาดำเนินการเชิงพาณิชย์บางส่วนที่ขนาด 1 เมกะวัตต์ ภายในวันที่ 27 กันยายน 2566
และคาดว่าจะกลับมาดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้เต็มระบบที่ขนาด 8 เมกะวัตต์ อีกครั้ง ภายใน 20-25 วัน
นับจากนี้ หรือภายในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ทั้งนี้
บริษัทรับประกันภัยได้เข้าสำรวจความเสียหายที่โครงการเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ ทางบริษัทฯ
จะมีการประสานงานร่วมกับบริษัทรับประกันภัยต่อไป
 
บริษัทจัดการขอเรียนว่า กองทุนฯ ได้ทำกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน 
และกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักสำหรับโครงการ ซึ่งมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2566
ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567
โดยบริษัทรับประกันภัยมีเงื่อนไขจำกัดความรับผิดในกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ต่อภัยลมพายุ
ภัยแผ่นดินไหว ภัยจากลูกเห็บ และภัยจากการประท้วง การนัดหยุดงาน การจลาจล หรือการกระทำอันมีเจตนาร้าย
ในวงเงินร้อยละ 20 ของทุนประกันภัยของกรมธรรม์ดังกล่าว (352,940,000 บาท)
หรือจำกัดความรับผิดไว้ที่จำนวนเงิน 70,588,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
และตลอดระยะเวลาเอาประกันภัย ทั้งนี้
ค่าความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินคือ
ร้อยละ 10 หรือ ขั้นต่ำ 100,000 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า
สำหรับความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งอันเนื่องมาจากภัยดังกล่าว
(วงเงินจำกัดความรับผิดดังกล่าวใช้ร่วมกันระหว่างกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
และกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก) ในขณะที่ทุนประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักอยู่ที่
67,000,000 บาท โดยมีระยะเวลาไม่คุ้มครอง 10 วันนับจากวันแรกของการเกิดความเสียหาย
ทั้งนี้ กรณีสมมุติ โดยพิจารณากรอบระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันในปีก่อนที่ประมาณ 30 วัน ในช่วงระหว่างวันที่
21 กันยายน - 20 ตุลาคม 2565 โครงการสามารถผลิตหน่วยไฟฟ้าได้รวม 870,960 หน่วย หรือเฉลี่ยวันละ 29,032
หน่วย โดยในปี 2565 ทั้งปีนั้น โครงการสามารถผลิตหน่วยไฟฟ้าในส่วนที่เกิน Capacity Factor ได้รวม
1,374,840 หน่วย และช่วงเวลา 8 เดือนแรกของปี 2565 และของปี 2566 พบว่า
หน่วยไฟฟ้าที่โครงการผลิตได้ยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่า
หน่วยไฟฟ้าที่สูญเสียไปในปี 2566 จากเหตุการณ์พายุลมแรงดังกล่าว
อาจถูกบริษัทรับประกันภัยตีความว่าเป็นหน่วยไฟฟ้าในส่วนที่เกิน Capacity Factor (หากมีการผลิตจริง)
ซึ่งมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2563 - 2565 อยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย
หรือคิดเป็นจำนวนเงินรายได้ที่สูญเสียไปประมาณ 2.61 ล้านบาท โดยเมื่อหักระยะเวลาไม่คุ้มครอง 10
วันแรกแล้ว รายได้ที่สูญเสียไปในปี 2566 สำหรับโครงการดังกล่าว
ซึ่งน่าจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักได้ จะอยู่ที่ประมาณ 1.80 ล้านบาท
และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 0.81 ล้านบาท คาดว่าจะเป็นส่วนที่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไม่ได้
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.09 ของรายได้รวมของโครงการโรงไฟฟ้าทั้ง 19
โครงการที่คาดว่าจะได้รับในปี 2566
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าอีก 3 โครงการที่กองทุนฯ เข้าลงทุนในสิทธิในรายได้สุทธิที่จังหวัดสมุทรสาคร 
ยังคงผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ โดยมิได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ข้างต้นแต่อย่างใด
โดยหากมีความคืบหน้าที่สำคัญเพิ่มเติม บริษัทจัดการจะรายงานให้ผู้ถือหน่วยลงทุนรับทราบต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
______________________________________________________________________
สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้